
"ได้อย่าง-เสียอย่าง"
หลังจาก...รอคอยกันมานาน... สุดท้ายอัยการก็ได้สั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กับพวกรวม 5 คน ในคดีร่วมกันฆ่า "โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่" นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพระญาติกษัตริย์ไฟซาล ที่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเกือบ 20 ปี
ซึ่งแน่นอนว่า การ "สั่งฟ้อง" ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุฯ ดีขึ้น หลังจากที่ทางซาอุฯ ได้ลดความสัมพันธ์ทางการทูตลงจากการที่เกิดคดีลักเพชรซาอุฯ คดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ และคดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯ
เห็นได้จากอาการของ "นาบิล ฮุสเซน อัชรี" อุปทูตซาอุฯ ที่บอกว่า "เป็นข่าวดีมากสำหรับทางซาอุฯ ที่อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งซาอุฯ รอคอยให้คดีเข้าสู่ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมมาเกือบ 20 ปี โดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกใน 3 คดี ที่เกี่ยวกับซาอุดีอาระเบีย และถือเป็นก้าวแรกต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะด้านแรงงานที่จะดีขึ้น"
แต่ทว่า...ก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่อง "ภายนอก" ที่ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" จะได้ผลใน "ด้านบวก"
แต่ในเรื่องของ "การเมืองภายในประเทศ" อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลที่ทำให้เสีย "เพื่อน" และ "แนวร่วม" ของรัฐบาลไป
เพราะ พล.ต.ท.สมคิด ว่าไปแล้ว ก็คือ "คนและมือไม้ของรัฐบาล" เนื่องจากเขาทำหน้าที่คอยสกัด "มวลชนเสื้อแดง" ให้แก่รัฐบาลในพื้นที่ภาคเหนือ
อีกทั้งเขายังเป็น "น้องชาย" ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า "รัฐบาลนี้" มาได้ก็จากการที่ คมช. คอยช่วยหนุน
ดังนั้น การที่สั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ทาง คมช. ที่เป็น "แนวร่วม" รัฐบาลแน่นอน
และนอกจากจะสูญเสียความสัมพันธ์กับ "คมช " ไปแล้ว ยังอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ทาง "กลุ่มพันธมิตร" อีกด้วย ที่จะมองว่า "เพื่อน" กัน ยังทำกันได้
เห็นได้จาก "ทนายความ" ที่ทำหน้าที่ "แก้ต่าง" คดีนี้ให้แก่ พล.ต.ท.สมคิด คือ "นิติธร ล้ำเหลือ" ซึ่งเป็นทนายความของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง ซึ่งที่ผ่านมา "นิติธร" ว่าความแก้ต่างให้แก่กลุ่มพันธมิตร หลายคดีด้วยกัน
แถม "นิติธร" ยังเป็นทนายความให้แก่ พล.ต.ท.สมคิด ในการยื่นฟ้องกลับ "อัยการ" คือ "ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์" อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ "รุจ เขื่อนสุวรรณ" อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ และ "ดีเอสไอ" คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดยุติธรรมและอดีตอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ที่ทำคดีนี้
และเมื่อนำมารวมกับก่อนหน้านี้ ที่ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ต้องกระทบกับ "พันธมิตรแนวร่วม" อื่นๆ ด้วยแล้ว
อย่างกรณีที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้มีคำสั่งให้ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งเป็น "น้องชาย" ของ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็น "รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล" มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติว่า พล.ต.อ.พัชรวาท มีความผิดในคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 อีกทั้งขณะนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ก็ยังมีความขัดแย้งกับ "พรรคร่วมรัฐบาล" ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา รวมทั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่ต้องการให้เป็น "เขตเดียว-เบอร์เดียว" หรือ "เขตเล็ก" และมองว่า "ประชาธิปัตย์" พยายามดึงเกมยื้อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการนำเรื่องที่ฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทย ถอนตัวจากการร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้าง
รวมทั้งกรณีล่าสุดที่ "อภิสิทธิ์" ไม่ยอมเดินตามเกมของ "ภูมิใจไทย" ที่ต้องการให้ "มานิต นพอมรบดี" ใช้วิธี "ลาพักราชการ" เป็นเวลา 30 วัน หลังจากผลสอบของ นพ.บรรลุ ศิริพานิช สรุปออกมาว่า มีการส่อทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข จนทำให้สุดท้าย "มานิต" ต้องยอมลาออก และทาง "ภูมิใจไทย" ต้องไปหาคนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขคนใหม่
ซึ่งย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ "ภูมิใจไทย" ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใหญ่อันดับสองอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะ "หัก" กับทางพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
และเมื่อมาเกิดเรื่องใหม่ คือ การสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด เข้าไปอีก
"งานนี้จึงเข้าทำนอง "ได้อย่าง-เสียอย่าง" เข้าให้แล้ว"
** โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น**



