
ความเงียบปะทะสองมาตรฐาน
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ความเงียบเคยกลายเป็นสิ่งที่สยบความเคลื่อนไหว
แต่วันนี้ความเงียบอาจจะเจอความเคลื่อนไหวหลายระลอก
และถ้าใช้ความเคลื่อนไหว มาสยบความเคลื่อนไหว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าลืมว่า สีที่ไม่ได้เป็นสีต่างขั้วจริงๆ เขาไม่มีสื่อในมือ จะมาอาศัยแต่เกมการเมือง ไม่ใช่เกมมวลชน คงไม่ใช่เรื่องง่าย
จนวันนี้มีใครกล้ารายงานไม่ใช่แค่ยอดผู้มาชุมนุม แต่หมายถึงยอดของคนที่เสพสื่อของสีตัวเอง
การต่อสู้ภายใต้ข้อกล่าวหา "สองมาตรฐาน" นั้นกลายเป็นประเด็นใหญ่ ไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้ภายใต้ข้อกล่าวหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" และ "ขายชาติ"
การพยายามแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องของสองมาตรฐานนั้นเป็นเรื่องที่น่าจับตาดู เพราะจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองนั้นยกระดับขึ้นมาสู่การตั้งคำถามกับคุณภาพของคำพิพากษา
ทำให้ผู้พิพากษาถูกจับตามองมากขึ้น ทำให้การตัดสินของผู้พิพากษาถูกจับตามองมากกว่าการปิดปากกันด้วยคำว่า คำพิพากษาถือว่าเป็นสิ่งที่สิ้นสุด และเราละเมิดศาลไม่ได้
ถ้าเกมนี้แก้เกมได้จริงๆ มีหลักมีเกณฑ์กันจริงๆ มองกันแง่ดี ก็จะทำให้คำตัดสินกรณีคุณทักษิณนั้นเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น
บ้านเมืองน่าจะได้เข้าใจเหตุผลเชิงกฎหมายมากขึ้น มากกว่าบอกว่าคำพิพากษานั้นเป็นอันสิ้นสุด
แทนที่เราจะบอกว่าใครถูกใครจูง เราควรจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ว่า Legal Literacy หรือการรู้กฎหมายของประชาชน ซึ่งเป็นแกนสำคัญในการที่เราจะปกครองด้วยกฎหมาย
โดยเฉพาะเมื่อเราพยายามจะบอกว่า เราจะปกครองด้วยกฎหมายภายใต้สังคมประชาธิปไตย เพราะการปกครองด้วยกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยนั้นแตกต่างจากการปกครองโดยกฎหมายในสังคมอื่นๆ
ตรงที่เรานั้นเป็นผู้ที่ออกกฎหมายเอง และกฎหมายนั้นก็ต้องบังคับตัวเราได้ ดังนั้นผู้พิพากษาจึงจะต้องตีความตามเจตนารมณ์ของตัวเราผู้เป็นผู้ปกครองตัวเอง ซึ่งในแง่นี้ การอ้างว่าผู้พิพากษานั้นมีสถานะพิเศษนั้น สุดท้ายผู้พิพากษาก็จะต้องอธิบายความยึดโยงตัวเองกับประชาชนอยู่ดี
งานนี้คนที่ไม่พอใจการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงก็ควรจะเริ่มเข้าใจได้แล้วว่า เกมการต่อสู้นั้นเปลี่ยนจากเดิมที่การอ้างข้ออ้างเดิมนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างข้ออ้างเสียงข้างมาก=สัญญาประชาคม=ความถูกต้องยุติธรรมและชอบธรรม กับ เสียงข้างน้อย = ความถูกต้อง ความมีคุณธรรม ไม่ถูกชักจูงโดยนักการเมืองที่มีผลประโยชน์แอบแฝง
มาสู่การท้าทายเรื่องคุณภาพของคำพิพากษา (แต่ต้องสังเกตให้ดีว่าการต่อสู้นี้ก็โยงลากกลับสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง) และคุณสมบัติของคนดี
งานนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าสังคมจะเริ่มถกเถียงกันด้วยเหตุผลและคุณภาพคำพิพากษามากกว่าเรื่องของการอ้างอิงความรู้สึกและอุดมการณ์
หรือว่าผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะด้วยการที่สื่อหลักไม่เล่นเรื่องนี้อย่างจริงจัง สื่อแต่ละสีก็จะลากลงไปในเรื่องของลีลาและความเร่าร้อนกว่าการใช้เหตุผลที่คุยกันบนเวที เพราะขาดคนชวนคุย
ในแง่นี้ความเงียบอย่างจงใจ (หรือความจงใจในการสร้างความเงียบ) จะด้วยการไม่ตอบข้อสงสัย หรือ จะด้วยการนำเสนอข่าวในบางมุม อาจสร้างปัญหามากกว่าที่คิดก็ได้ครับ



