
บรรทัดฐานคดี
นับแต่นี้วงการอาชญากรรมไทยจะพลิกบทบาทไปสู่บันทึกหน้าใหม่ เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในคดี "โมฮัมหมัด อัลรูไวลี่" นักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
ตั้งแต่ปี 2532 มาจนถึงวันนี้ หลักฐานที่พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีอยู่ เป็นเพียงพยานแวดล้อมที่ให้การไว้ในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น
ไม่มีประจักษ์พยาน ไม่พบศพ
แต่ในคำสั่งฟ้องมีการเชื่อมโยงพฤติกรรม เหตุการณ์ และการพบแหวนของผู้เสียหายที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานใหม่ในคดี สอดคล้องต้องกันทั้งเวลาและสถานที่ นำมาสู่คำสั่งฟ้อง 5 นายตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ใครจะผิดจะถูกอย่างไร หลังจากนี้ก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยจะนำมาหักล้างกัน
ทว่าในทางปฏิบัติเรื่องนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางคดีต่อไปในอนาคตข้างหน้า
เป็นที่รับรู้โดยไม่เปิดเผยและปกปิดว่า ในบางกรณีตำรวจเองก็ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าว หรือใช้กำลังเพื่อหวังผลทางคดีมานานแล้ว
แม้บางเรื่องจะมุ่งหวังให้เกิดผลดีก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลายเรื่องบานปลายกลายเป็นการฆาตกรรม สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะตำรวจมีอำนาจและมีกฎหมายอยู่ในมือ
รู้หลัก รู้ช่องเป็นอย่างดี ดังนั้นหลายคดีผู้เสียหายจึงปิดปากเงียบ บางคดีผู้ต้องสงสัยก็หายตัวไปเฉยๆ ปราศจากวี่แวว ไร้เบาะแส และไม่ปรากฏศพให้สืบสาวราวเรื่อง
ถึงแม้การใช้กำลังข่มขู่บีบบังคับจะเป็นวิธีโบราณ แต่ก็สืบสาวเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดหนึ่งในการพิจารณาคดีความอาญา การจะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้นั้นเสียชีวิตต้อง "พบศพ"
เมื่อจัดการศพได้เบ็ดเสร็จเสียแล้วเรื่องก็จบ
แต่คดีอัลรูไวลี่ได้พิสูจน์แล้วในระดับหนึ่งว่า หลักพฤติกรรมศาสตร์และคำให้การของพยานแวดล้อมก็มีน้ำหนักน่าเชื่อเช่นกัน
ก็ได้แต่หวังว่าจากนี้ไปเรื่องอุ้มฆ่า รีดข้อมูล จะหมดไปจากสังคมสีกากี หรืออย่างน้อยก็ลดน้อยถอยลง
การพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสตั้งแต่ต้นธาร ตำรวจ อัยการ แล้วจึงถึงขั้นศาล
เพราะถ้ามันผิดเพี้ยนโดยสมบูรณ์เสียตั้งแต่แรกแล้ว โอกาสที่มันจะเพี้ยนผิดไปจนถึงปลายธารก็ย่อมเกิดขึ้นได้ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



