
บิ๊กอ๊อดจี้กกท. คุมเข้มทีมชาติ แนะตั้งกก.สอบ เตรียมนักกีฬา
โอลิมปิกไทยแนะเตรียมนักกีฬาต้องเข้มข้นก่อนลุย 3 ศึกใหญ่ปี 2553 ทั้งหาข้อมูลคู่แข่งเพื่อรู้เขารู้เรา ตรวจสอบการเตรียมนักกีฬาไทยให้เป็นไปตามแผน และแผนงบประมาณหรือไม่
"บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นายใหญ่แห่งบ้านอัมพวัน แนะให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการเตรียมนักกีฬา ชี้ไม่ใช่การจับผิดแต่เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาให้สมบูรณ์ที่สุด
"บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากจบกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ประเทศลาว เมื่อปลายปี 2552 แล้ว ตนได้สรุปผลการแข่งขันของนักกีฬาไทย เสนอต่อ นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับข้อมูลที่นำเสนอต่อ “รมต.กีฬา” นั้น มี 4 หัวข้อใหญ่ คือ 1.จำนวนเหรียญรางวัลที่แต่ละประเทศได้รับจากการแข่งขัน 2.การเปรียบเทียบเหรียญทองที่แต่ละประเทศได้รับจากการแข่งขันในแต่ละชนิดกีฬา 3.นักกีฬาที่ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันมากที่สุด และ 4.ชนิดกีฬาที่มีการแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน พร้อมทั้งได้วิเคราะห์การแข่งขันแล้ว สรุปได้ว่ามาตรฐานของนักกีฬาไทยไม่ได้ลดลงไปกว่าเดิมมากนัก ขณะที่นักกีฬาจากหลายชาติโดยเฉพาะเวียดนาม มีพัฒนาการที่ดีมาก นักกีฬาสามารถทำลายสถิติซีเกมส์ได้เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามในปี 2553 ที่ไทยมีโปรแกรมส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 3 รายการใหญ่ คือ ยูธ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 1 ที่สิงคโปร์, เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่จีน และเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 2 ที่โอมาน นั้น “บิ๊กอ๊อด” กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมความพร้อมของนักกีฬาไทยมีความสมบูรณ์มากที่สุดก่อนส่งเข้าร่วมแข่งขัน ในส่วนตัวเห็นว่าควรมีการดำเนินการในการตรวจสอบข้อมูล 2 ประเด็น คือ 1.หาข้อมูลประเทศคู่แข่งที่มีความสามารถและประสบความสำเร็จในกีฬาแต่ละชนิดกีฬาว่ามีการสรรหาและพัฒนานักกีฬาของตนเองอย่างไร นักกีฬามีแรงจูงใจอย่างไร เพื่อเป็นการรู้เขารู้เรา พร้อมกันนี้จะต้องศึกษาว่ามีความแตกต่างจากการพัฒนานักกีฬาของไทยอย่างไร และไทยมีจุดเด่นจุดด้อย และปัญหาอุปสรรคอย่างไรด้วย
2.การเตรียมนักกีฬาจะต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยว่า เป็นไปตามหลักการระเบียบปฏิบัติต่างๆ ตลอดจนแผนงานและแผนงบประมาณที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ มีการปฏิบัติจริงเป็นอย่างไร หรือมีอุปสรรคข้อขัดข้องอย่างไร และควรจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การพัฒนากีฬาของประเทศหรือไม่
ประธานคณะโอลิมปิกแห่งประเทศไทยยังกล่าวอีกว่า กกท. กับสมาคมกีฬา เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องของการเตรียมนักกีฬาโดยตรง ดังนั้น กกท.ในฐานะองค์กรกีฬาของรัฐ ควรเป็นเจ้าของเรื่องในการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว โดยการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเตรียมความพร้อมก่อนการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬา ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจหน้าที่ทั้งการตรวจสอบ และต้องตั้งอยู่บนหลักของความยุติธรรมและโปร่งใส ไม่ใช่การจับผิด แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงในการนำข้อมูลมาเพื่อพัฒนาวงการกีฬาไทยต่อไป



