ข่าว

ศาลนัดตัดสินคดียึดทรัพย์7.6ล้านทักษิณ26ก.พ.

ศาลนัดตัดสินคดียึดทรัพย์7.6ล้านทักษิณ26ก.พ.

13 ม.ค. 2553

ศาลฎีกานักการเมืองนัดพิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณ - ครอบครัว 7.6 หมื่นล้าน 26 ก.พ.นี้ บ่ายโมงตรง หลังไต่สวนพยานเพิ่มเติมเสร็จ 4 ปาก “สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีต รมว.ไอซีที - สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองปธ.ทีดีอาร์ไอ - ผู้แทน ตลท.-กทช.” เบิกความการจัดเก็บภาษีสรร

 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 12 ม.ค.53 เวลา 09.30 น. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานบุคคลและเอกสารเพิ่มเติมในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 ที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ พร้อมดอกผล ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัวอันเป็นการทับซ้อนประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม รวมทั้งทรัพย์สินที่มีชื่อบุคคลในครอบครัว และบุคคลใกล้ชิดรวม 22 ราย ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ที่ได้จากการขายหุ้นในเครือบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตกเป็นของแผ่นดิน

 โดยการไต่สวนพยานในช่วงเช้า ศาลเรียก นายทศพร เกตุอดิศร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เข้าเบิกความเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการใช้เต็มคลื่นความถี่ ซึ่งทางการตลาดเมื่อคลื่นความถี่เต็มสามารถไปเช่าเครือข่ายอื่นขอใช้บริการได้ และนายธีรยุทธ ศรีบุญ รองผู้อำนวยการฝ่ายกำกับการซื้อขายหุ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย เข้าเบิกความในประเด็นเปรียบเทียบการปรับตัวของดัชนีหุ้น บ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บ.AIS กับดัชนีตลาดหุ้นรวม ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2543 – 30 ม.ค.50 ว่า หุ้น บ.ชินคอร์ปฯ มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 131

 นอกจากนี้ศาลเรียกนายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไต่สวนเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม สรุปว่า ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ และดาวเทียม ไอพี สตาร์ ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ  ซึ่งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเห็นว่า เมื่อ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทศท. คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) อ่อนแอลงทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่จะได้รับบริการด้านโทรคมนาคม

 โดยพยานมีข้อสงสัยว่า เมื่อรัฐบาลมีนโยบายในการเรียกเก็บภาษีแสดงว่า รัฐบาลต้องการหารายได้ แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมีมติให้เอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตคืนจากรัฐได้ ซึ่งทำให้รัฐไม่ได้เงิน แม้มีบางคนอ้างว่าไม่ได้ทำให้รัฐเสียหายที่จะต้องจ่ายเงิน แต่พยานเห็นว่าเป็นการทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพราะไม่สามารถนำรายได้จากการเก็บภาษีสรรพาสามิตเข้าสู่รัฐได้ พยานจึงเสนอ ครม.สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ ให้ยกเลิกมติ ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อนุญาตให้เอกชนเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตคืนจากรัฐได้ เมื่อ ครม.พล.อ.สุรยุทธ์ ยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าวแล้ว กรมสรรพสามิต สามารถเรียกเก็บภาษีได้จำนวนกว่า 1 พันล้านบาทเศษภายในระยะเวลา 1 เดือน นอกเหนือจากส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการต้องจ่ายให้แก่รัฐ

 นายสิทธิชัยเบิกความต่อว่า การเปลี่ยนแปลงการเก็บค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้แบ่งจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตได้นั้น เป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทางธุรกิจอย่างแยบยลไม่ให้นักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศหรือมาเป็นคู่แข่ง ขณะที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้ผู้ให้บริการรายเดิมจะต้องลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่าน่าจะได้กำไรจากการลงทุนไปนานแล้ว เนื่องจากเริ่มแรกของการให้บริการประชาชนต้องเสียค่าใช้บริการในอัตราที่สูงถึงนาทีละ 8-12 บาท มานานกว่า 10-15 ปี และที่อ้างว่าสถานีเครือข่ายที่ก่อสร้างได้โอนให้รัฐตามสัญญาแล้วเป็นเพียงข้อความในกระดาษ เพราะความจริงแล้วผู้ให้บริการรายเดิมยังคงใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน

 “ที่อ้างว่าต่างชาติมาลงทุนไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เสียแค่ค่าธรรมเนียม 6 % เสียภาษี 10 % แต่ความจริงแล้วผู้ลงทุนต่างชาติต้องใช้เงินลงทุน 1-2 แสนล้านบาทเหมือนกัน ส่วนภาษีสรรพสามิตขึ้นอยู่กับ ครม.จะมีมติให้เรียกเก็บ โดยมีเพดานสูงสุดที่ 50 % ซึ่งครม. ขณะนั้นจะเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเมื่อใดก็ได้ ซึ่งผู้ให้บริการรายเดิมไม่เสียหายแต่ผู้ลงทุนต่างชาติคงไม่ไหว ดังนั้นจึงไม่มีใครมาลงทุน จึงเห็นว่าเป็นการผูกขาดการลงทุนให้อยู่กับผู้ให้บริการรายเดิม” นายสิทธิชัยระบุ

 ส่วนกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ นายสิทธิชัย เบิกความว่า พยานตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีที และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบได้ข้อสรุปว่า สถานะของดาวเทียมไอพี สตาร์ ไม่ได้เป็นดาวเทียมสำรองตามเงื่อนไขสัญญาการยิงดาวเทียม แต่เป็นดาวเทียมหลัก จึงทำหนังสือสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอความเห็นและคำตอบ เนื่องจากพยานยังไม่กล้าดำเนินการอะไร เพราะถ้าดาวเทียมไอพี สตาร์ เป็นดาวเทียมหลักแล้วการจะยิงขึ้นต้องขอสัมปทานใหม่โดยต้องมีการยิงดาวเทียมสำรองด้วย และควรต้องเสียภาษี แม้ไม่มีกฎหมายใดระบุว่าดาวเทียมเป็นกิจการโทรคมนาคมแต่เป็นที่ทราบกันดีทั่วโลกว่าดาวเทียมเป็นกิจการโทรคมนาคม แต่เหตุใด ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีการเรียกเก็บภาษีพยานไม่ทราบ แต่พยานเห็นว่าควรให้มีการเรียกเก็บภาษี ส่วนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นเท่าที่ทราบปัจจุบันยังไม่ได้ตอบข้อสอบถามดังกล่าวแต่อย่างใด

 สำหรับกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่ นายสิทธิชัย เบิกความว่า สหภาพแรงงาน กสท. และ ทศท. ได้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ ซึ่งพยานพยายามขอความร่วมมือจากบริษัทผู้ให้บริการ ร่วมมือแก้ไขสัญญาสัมปทานให้เป็นธรรมแต่คิดว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้ จึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรายละเอียด และทำหนังสือสอบถามไปยังกฤษฎีกาซึ่งตอบกลับมาว่า การเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายครั้งของทุกบริษัทล้วนผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่เนื่องจากพยานเป็นรัฐมนตรีที่มีอำนาจเพียงกับกำดูแล การดำเนินงานของ กสท. และ ทศท. ซึ่งมีสภาพเป็นบริษัทมหาชนที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่มีอำนาจไปสั่งการให้ผู้บริหารทั้งสองบริษัทได้ จึงเพียงทำหนังสือเป็นนโยบายให้ผู้บริหารทั้งสองบริษัทดำเนินการแก้ไขจากสัญญาที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่กิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย โดยพยานยืนยันว่าการดำเนินการตรวจสอบทุกโครงการพยานทำไปด้วยความบริสุทธ์ ไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

 ขณะที่นายสิทธิชัยตอบคำถามซักค้านทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงสาเหตุที่ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เนื่องจากขณะเข้ารับตำแหน่ง พยานและภรรยา ถือหุ้นในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครที่พยานก่อตั้งขึ้น รวม 33 % ซึ่งเดิมทีพยานได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เรื่องการถือหุ้นเกิน 5 % โดยรายงานให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบแล้ว แต่ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี 2550 บังคับใช้ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือสอบถามมายังรัฐบาลว่ามีรัฐมนตรีถือหุ้นเกิน 5 % นายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไร พยานก็เห็นว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีไม่ควรมีความมัวหมองจึงตัดสินใจลาออก

 เมื่อทนาย พยายามซักค้านว่า ผู้ร้องเรียนกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นพนักงานของ กสท. และทศท.ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียเพราะหากมีการยกเลิกแล้วเงินรายได้จะเข้าสู่ กสท. และ ทศท.ทำให้ได้รับเงินเดือนและโบนัสเพิ่มขึ้น นายสิทธิชัย อดีต รมว.ไอซีที กล่าวว่า เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วรายได้จะเข้าสู่รัฐ

 ต่อมาช่วงบ่ายศาลไต่สวน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เกี่ยวกับมติ ครม.สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.41 ที่กำหนดให้มีการเปิดเสรีทางโทรคมนาคม 4 ประเภท ได้แก่โทรศัพท์พื้นฐาน แฟกซ์ เทเลพิมพ์ และเทเลกราฟ จนนำมาสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ว่า เป็นการตีความที่ผิดพลาด เนื่องจากการแก้ไขเป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเสรี และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ต่อมากระทรวงคมนาคม ได้จ้างบริษัทธนสาร และบริษัทที่ปรึกษาอื่นรวม 3 บริษัทเกี่ยวกับการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

 ขณะเดียวกันคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองส่วนมีความเห็นด้วยและเห็นแตกต่างกันแต่ล้วนทำให้รัฐเสียหายโดยเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน อาทิ บ.ธนสาร เสนอให้ยุติการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐตามที่เคยทำสัญญาสัมปทานไว้ ส่วนคณะอนุฯ ของรัฐวิสาหกิจ เสนอให้โอนโครงข่ายโทรศัพท์เป็นของรัฐตามเปอร์เซ็นต์ หรือแปลงค่าสัมปทานเป็นหุ้น หากดูผิวเผินเหมือนเป็นข้อเสนอที่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วค่าสัมปทานนั้นเป็นรายได้ที่ต้องจ่ายให้รัฐก่อนที่จะหักรายจ่ายอื่นๆ แต่ถ้าเป็นหุ้นต้องถูกหักรายจ่ายก่อนปันผล จึงเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

 นายสมเกียรติ  เบิกความอีกว่า ต่อมากระทรวงคมนาคมได้จ้างให้พยานร่วมกับนักวิชาการประมาณ 10 คน พิจารณาความเห็นของทั้งสองฝ่ายซึ่งสรุปว่า การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่มีความจำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์ และตามหลักการการแก้ไขสัญญาก็ไม่ควรไปเพิ่มประโยชน์ให้กับคู่สัญญามากกว่าสัญญาที่ทำไว้เดิมโดยเฉพาะการโอนสิทธิต่างๆ ที่รัฐควรได้รับ แบ่งไปให้กับเอกชน

 ส่วนหลักการเก็บภาษีสรรพสามิตเนื่องจากรัฐต้องการหารายได้และจะเก็บภาษีในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จะก่อให้ความเดือดร้อนกับผู้บริโภคหรือสังคมในภายหลังทั้งทางด้านสุขภาพ และมลภาวะ เช่น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ แต่ในส่วนของการให้บริการกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมโดยหลักการรัฐควรอุดหนุนด้วยการจัดสรรเงินให้ผู้ประกอบการเพื่อดำเนินกิจการได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กทช. ได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงเพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นการเก็บภาษีกิจการโทรคมนาคมจึงไม่ใช่การสนับสนุน ส่วนการแก้ไข พ.ร.ก.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคม ที่สูงถึงอัตราร้อยละ 50 นั้น ไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งเนื่องจากต้องขอความเห็นชอบของสภาแล้วจึงออกเป็นมติ ครม.ในการปรับลดหย่อยภาษี อย่างไรก็ตามปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวเลขอัตราการเก็บภาษี แต่อยู่ที่เหตุใดจึงต้องมีการเรียกเก็บภาษีโทรคมนาคมตั้งแต่แรก

 ซึ่งต่อมา ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมติ ครม. ลดหย่อนการเก็บภาษีสรรพสามิตและให้นำมาหักค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐได้ซึ่งทำให้เงินไม่เข้ารัฐ ดังนั้นการอ้างว่าจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพราะความจำเป็นด้านเศรษฐกิจที่ต้องหารายได้ จึงขัดแย้งกับเหตุผลของตัวเองที่ยกเว้นการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการบางราย และการดำเนินการดังกล่าวยังเสมือนกับผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมไม่ต้องเสียภาษี แต่เอาค่าสัมปทานที่จะต้องจ่ายรัฐ มาจ่ายเป็นค่าภาษีแทน ขณะที่หาก ครม.มีมติเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 เท่ากับรัฐไม่มีรายได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดก็กลายเป็นว่าต้องเสียภาษีนอกเหนือค่าธรรมเนียมให้ กทช. อีก 6 % ซึ่งไม่สามารถนำรายได้แบ่งหักอะไรได้ส่งผลทำให้การเข้าสู่ตลาดยากขึ้น โดยยังไม่นับปัจจัยทางการเมืองที่ขณะนั้นที่นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ อีกทั้งการเรียกเก็บภาษีโดยกระทรวงการคลังก็เชื่อมโยงกับการเมืองที่จะกำหนดการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ ดังนั้นมติ ครม.ที่ให้แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และให้นำไปหักลดการจ่ายเงินให้กับรัฐจึงไม่สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคมซึ่งไม่มีข้อใดระบุว่าให้เก็บภาษีสรรพสามิต

 “ตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 เลขหมาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการที่สูง ทำให้เอกชนได้ผลกำไรตลอดไป แม้ค่าบริการจะลดลงจากเมื่อก่อนมากก็ตาม แต่หากมีการแข่งขันที่เป็นธรรมกว่านี้จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการน้อยกว่านี้มาก เห็นว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกีดกันการแข่งขันกิจการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ รองประธานทีดีอาร์ไอระบุ

 นายสมเกียรติ ยังเบิกความถึงงานวิจัยเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับตลาดหุ้นไทยด้วยว่า แม้พยานทำเพียงคนเดียวแต่มีความเป็นเอกเทศ และสอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ซึ่งเนื้องหาการวิจัยสรุปว่า หุ้นธนกิจการเมืองที่ถือครองโดยคณะรัฐมนตรี นักการเมืองหรือเครือญาติ มีผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจอื่นทั่วไป โดยการขึ้นลงของราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กับนโยบายและเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น ครม.มีมติเก็บภาษีสรรพสามิต การทีสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเดิม ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ทำให้ราคาหุ้นชินคอร์ปฯ ทั้ง 5 ตัว มีผลตอบแทนดีกว่าหลักทรัพย์ประเภทใกล้เคียงกันสูงถึงร้อยละ 141 หมายความว่า ถ้าหุ้นตัวอื่นกำไร 100 % แล้วหุ้นชินคอร์ปจะกำไร 100 % บวกอีก 141 %

 ส่วนเรื่องของดาวเทียมไอพีสตาร์ พยานทราบว่า บ.ชินแซทเทิลไลท์ ได้ขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศไทย แต่ตามสัญญาการยิงดาวเทียมไอพี สตาร์ เป็นหน้าที่โดยตรงของ บ.ชินแซทฯ อีกทั้งตามสัญญาระบุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ ใช้ในกิจการต่างประเทศสูงถึงเกินกว่าร้อยละ 90 แล้วยังมาขอ บีโอไอสนับสนุน อ้างว่าเพื่อสามารถไปแข่งขันกับต่างประเทศนั้นเกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการต่างประเทศมากกว่า เป็นการนำเอาเงินภาษีของประชาชนที่รัฐควรได้ไป แต่อย่างไรก็ตามในที่สุด บีโอไอก็พิจารณาอนุมัติให้เงินกู้สูงสุดเท่ากับมูลค่าโครงการจำนวน 1.6 หมื่นล้านให้

 ขณะที่นายสมเกียรติ เบิกความตอบการซักค้านทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องครม.พ.ต.ท.ทักษิณ มีมติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตมีอำนาจทำได้ ว่า เป็นคนละประเด็นกัน ส่วนงานวิจัยและหนังสือรู้ทันทักษิณของนายสมเกียรติเป็นความเห็นส่วนตัว ถือเป็นอคติที่เหมือนกับการพิพากษาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดทุจริต นายสมเกียรติ ตอบว่าเป็นความเห็นทางวิชาการ ส่วนคำพิพากษานั้นเป็นดุลพินิจของศาล

 อย่างไรก็ดีศาลไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งยกเลิกนัดไต่สวนพยานที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 ม.ค. นี้ โดยศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 26 ก.พ.เวลา 13.00 น. และมีคำสั่งให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่นำส่งภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจ