ข่าว

สะท้อนจากชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิ (ตอนที่ 3) กลัวบ้านพัง

สะท้อนจากชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิ (ตอนที่ 3) กลัวบ้านพัง

09 มี.ค. 2552

กว่า2ปีที่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดทำการบิน พร้อมกับที่ชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิต้องอยู่อย่างทรมานกับเสียงของเครื่องบินที่ดังจนแสบแก้วหู ยังมีผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

 ทีมงานคุณภาพชีวิต ยังตามติดสถานการณ์ ผลกระทบของชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างหมู่บ้านลาดกระบังการ์เด้น ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 2 กม. พบว่ามีบ้านหลายหลังทรุดตัว เกิดรอยร้าว รอยกะเทาะของปูน ชาวบ้านบอกว่าเป็นผลจากความแรงจากเครื่องบินบินผ่าน และเกรงว่าวันหนึ่งอาจถึงขั้นทำให้บ้านพังลงมา
 นายดลเดช ปัญญาทิพย์ ตัวแทนหมู่บ้านลาดกระบังการ์เด้น เปิดเผยต่อทีมงานคุณภาพชีวิตว่า หมู่บ้านนี้มีทั้งหมด 55 หลังคาเรือน มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 200 คน เข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2532 ก่อนหน้าที่จะมีสนามบินทุกคนอยู่กันอย่างสุขสบาย พอรู้ว่าจะมีสนามบินอยู่ใกล้บ้าน ยิ่งเป็นสนามบินนานาชาติใหญ่ติดอันดับโลกด้วยแล้วทุกคนดีใจกันมาก วันที่เครื่องบินเริ่มบินทุกคนในหมู่บ้านโดยเฉพาะเด็กๆ จะพากันออกมายืนดูเครื่องบินรู้สึกว่าเห็นใกล้ ลำใหญ่มาก เสียงดังแต่ก็พอทน แต่พอเครื่องบินเริ่มบินผ่านถี่ขึ้น เริ่มรู้สึกว่าแย่แล้ว เพราะเสียงดังมาก กับไอร้อนของเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งควันดำที่ออกมาจากเครื่องบินรู้สึกว่าไม่ปกติ
 ก่อนหน้านี้อยู่กันอย่างสุขสงบ แต่พอมีสนามบินทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ชาวบ้านต้องทนเสียงที่ดังแสบแก้วหู เครื่องบินบินผ่านหลังคาบ้านทั้งวันทั้งคืน ถ้าเป็นช่วงปกติจะมาห่างกันประมาณนาทีละลำ แต่ช่วงที่ถี่มากคือต่อแถวกันมาเลย
 "เดิมทีบ้านของผมอยู่ในแนวเส้นเสียงเอ็นอีเอฟมากกว่า 40 พอกำหนดเส้นเสียงใหม่ทำให้มาอยู่ในแนวเส้นเสียงเอ็นอีเอฟ 30-40 ทำให้การชดเชยจาก ทอท.เปลี่ยนไป ไม่เข้าใจว่า ทอท.ทำแบบนี้เพื่ออะไร ในเมื่อความเดือดร้อนไม่ได้ลดลง เสียงก็ไม่ได้เบาลงกว่าเดิม"
  ตามมติ ครม. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549  ในหมู่บ้านนี้อยู่ในแนวเส้นเสียงเอ็นอีเอฟ มากกว่า 40 อยู่ในบริเวณที่ไม่ควรอยู่อาศัย ต้องโยกย้ายออกไป ซึ่ง ทอท.ต้องซื้อคืน แต่เมื่อมีการกำหนดแนวเส้นเสียงใหม่ตามมติ ครม. วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ทำให้บ้านในหมู่บ้านนี้ไม่ถูกกำหนดให้อยู่ในแนวเส้นเสียงเอ็นอีเอฟ 30-40 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ ทอท.ปรับปรุงอาคารติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ให้เท่านั้น
 หมู่บ้านนี้เป็นบ้านชั้นเดียวถึงแม้จะอยู่ใกล้สนามบิน ห่างจากสนามบินแค่ 2 กม. แต่ผลกระทบที่ได้รับจากการบินลงของเครื่องบินถือว่าน้อย ที่ได้รับผลกระทบมากคือเวลาเครื่องบินขึ้น ตอนที่เครื่องบินเชิดหัวขึ้นจะใช้กำลังมาก เปรียบเหมือนกับรถสิบล้อขับขึ้นสะพานยังไงยังงั้นเลย ทั้งเสียงทั้งควันมาด้วยกันแทบทนไม่ไหว บ้านจะสั่นไปทั้งหลัง เสียงจะดังมาก บางครั้งตอนที่เครื่องบินบินผ่านบ้านก็กวาดหลังคาบ้านไปเป็นแถบๆ แจ้งไปที่ ทอท. กว่าจะส่งช่างมาซ่อมให้ก็ต้องรอ 2-3 วัน บางคนรอไม่ไหวก็ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเอง นอกจากนี้ผลจากความแรงของเครื่องบินทำให้บ้านเกิดรอยร้าว และเกิดรอยกะเทาะของปูนเพิ่มขึ้น เคยแจ้งไปที่ ทอท. ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาดู แต่ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ชาวบ้านกลัวกันมาก หากเป็นอย่างนี้ต่อไป สักวันบ้านอาจจะพังลงมาก็ได้
 "หาก ทอท.เห็นใจชาวบ้าน อยากแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เรื่องคงไม่นานขนาดนี้ เพราะพูดคุยกันหลายครั้งแล้ว ก็ได้แต่รับปากว่าจะเร่งดำเนินการให้ สุดท้ายก็เงียบเหมือนเดิม ถ้าหากมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ทุกอย่างคงจบไปนานแล้ว เพราะชาวบ้านเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่าความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองเหมือนที่เคยมี ก่อนที่จะมีสนามบินแห่งความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ" นายดลเดช กล่าวด้วยความเหนื่อยหน่าย