ข่าว

แนะพักราชการ"สมคิด"หวั่นข่มขู่พยาน

แนะพักราชการ"สมคิด"หวั่นข่มขู่พยาน

13 ม.ค. 2553

อัยการสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด พร้อมพวกอีก 4 คดีอุ้มฆ่าอัลรูไวลี่ ยันพบหลักฐานใหม่ "แหวนอัลรูไวลี่" มัดแน่น เจ้าตัวได้ประกันลั่นบริสุทธิ์ขอสู้ทุกประเด็น เผยเห็นวิธีกดดัน-บีบคั้นอัยการ ด้านอุปทูตซาอุชี้สะท้อนพัฒนาการดีที่สุดในรอบ 20 ดีเอสไอแนะให้ออกราชการไว้

 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 มกราคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือ สมชาย จูสนิท ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี นายตำรวจนอกราชการ และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ ประกอบอาชีพรับจ้าง ผู้ต้องหาที่ 1-5 คดีร่วมกันฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย พระญาติกษัตริย์ไฟซาล ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อปี 2533 เข้าพบนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สั่งคดี โดยนายธนพิชญ์ แจ้งให้ พล.ต.ท.สมคิด กับพวกซึ่งเป็นผู้ต้องหาทราบว่า คณะทำงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด

 ต่อมาเวลา 10.30 น. นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้นำ พล.ต.ท.สมคิด พ.ต.อ.สรรักษ์ พ.ต.อ.ประภาส พ.ต.ท.สุรเดช และ จ.ส.ต.ประสงค์ มายื่นฟ้องเป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญาที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 309 และ 310

 คำฟ้องอัยการระบุว่า ความผิดจำเลยทั้งห้านั้น เมื่อประมาณปี 2530 เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลซาอุฯ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ กับรัฐบาลประเทศอิหร่าน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา รวมทั้งสาเหตุที่รัฐบาลซาอุฯ ทำการปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่มประท้วงกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะต์ที่มาแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุฯ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก

 จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่นักการทูตของรัฐบาลซาอุฯ ในประเทศต่างๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย เสียชีวิต 1 คน เหตุเกิดในพื้นที่แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ได้แจ้งขอร้องต่อรัฐบาลไทย ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่นักการทูตอย่างเต็มที่ และแจ้งเตือนถึงกรมตำรวจในขณะนั้น และกระทรวงการต่างประเทศของไทย ในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง

 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตซาอุฯ อีก 2 ครั้ง ทำให้นักการทูตของซาอุฯ เสียชีวิตรวม 3 คน เหตุเกิดในพื้นที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ รัฐบาลไทยขณะนั้นสั่งการให้ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ ดำเนินการติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

 ต่อมาระหว่างวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2533 ต่อเนื่องกัน พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1 ขณะนั้นมียศเป็น "พ.ต.ท." ดำรงตำแหน่ง รอง ผกก. กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พ.ต.อ.สรรักษ์ จำเลยที่ 2 และ พ.ต.อ.ประภาส จำเลยที่ 3 มียศ "ร.ต.อ." ดำรงตำแหน่ง รอง สว. ส่วน พ.ต.ท.สุรเดช จำเลยที่ 4 ยศ "ร.ต.ท." ดำรงตำแหน่ง รอง สว. และ จ.ส.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 5 ยศ "จ.ส.ต." ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนจับกุมคนร้ายที่ฆ่านักการทูตซาอุฯ ดังกล่าว

 จากนั้นจำเลยทั้งห้ากับพวก ร่วมกันลักพาตัว นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุฯ ประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศซาอุฯ เนื่องจากจำเลยทั้งห้า เข้าใจว่า นายโมฮัมหมัดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุฯ เพราะมีความขัดแย้งกันเรื่องจัดส่งแรงงานไทย

 โดยจำเลยทั้งห้าบังคับนำตัวนายโมฮัมหมัดไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่โรงแรมฉิมพลี แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กรุงเทพฯ บังคับข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อซักถามข้อเท็จจริง เพื่อให้นายโมฮัมหมัดยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่านักการทูตซาอุฯ ซึ่งจำเลยทั้งห้ามีเจตนาฆ่านายโมฮัมหมัดจนถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดความผิดของตนในความผิดที่จำเลยร่วมกันลักพาตัวนายโมฮัมหมัดมาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ดังกล่าวมา

 นอกจากนี้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยทำร้ายร่างกายนายโมฮัมหมัด โดยวิธีการต่างๆ และร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายโมฮัมหมัดจนถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และได้ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือ ทำลายศพ โดยนำศพของนายโมฮัมหมัดไปเผาทำลายภายในไร่ในพื้นที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อปิดบังการตาย หรือปิดบังสาเหตุของการตาย ทั้งนี้ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา ที่แขวงและเขตบางกะปิ ที่แขวงคลองตัน เขตพระโขนง และที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เกี่ยวพันกัน

 กระทั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 จำเลยทั้งห้าได้พบกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งการสอบสวนรรวบรวมพยานหลักฐานพนักงานสอบสวนได้ยึดแหวนของนายโมฮัมหมัดที่สวมใส่อยู่ขณะเกิดเหตุ 1 วง เป็นของกลาง โดยชั้นสอบสวนจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ท้ายคำฟ้องอัยการขอให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายและสั่งให้คืนแหวนของกลางให้แก่ทายาทของนายโมฮัมหมัดด้วย

 ทั้งนี้ ศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.119/2553 ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งห้าฟังเพื่อสอบคำให้การ ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี โดยแถลงว่าจัดเตรียมทนายความไว้เรียบร้อยแล้ว ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 มีนาคมนี้ เวลา 09.00 น.

 ต่อมา นายกมล ทรงเจริญ และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของจำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอประกันตัว พล.ต.ท.สมคิดกับพวก โดยยื่นเงินสดคนละ 5 แสนบาท ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ประกันทั้งหมด

อัยการชี้หลักฐานแน่น-ไม่หวั่นฟ้องกลับ

 ภายหลังอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิดกับพวกแล้ว นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากที่นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคดีนี้ โดยมีรองอัยการสูงสุด 2 คน (นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล และ ร.ท.มนัส อุบลทิพย์) และตนซึ่งเป็นอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ดูแลการสั่งคดี ซึ่งจากการพิจารณาสำนวนพยานหลักฐาน รวมทั้งหลักฐานใหม่ที่ได้รวบรวมไว้ในสำนวนแล้ว คณะทำงานอัยการมีมติเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งห้ามีความผิด ซึ่งพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้ จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิดพร้อมพวกรวม 5 คนดังกล่าว

 ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.สมคิด และ พ.ต.ท.สุรเดช ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีดีเอสไอ และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ นายธนพิชญ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และนายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ฟ้องกลับ ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการทำสำนวนหลักฐานนั้น นายธนพิชญ์กล่าวว่า เห็นว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ ตนพร้อมจะแก้ต่างสู้คดีตามพยานหลักฐาน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าสุดท้ายคดีนายอัลรูไวลี่ จะจบเหมือนกับคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือไม่ นายธนพิชญ์กล่าวว่า พฤติการณ์คดีทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน ขออย่าเอาไปโยงกัน เพราะเป็นคนละคดีกัน ซึ่งคดีนี้อัยการเห็นว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ครบถ้วนแล้วจึงสั่งฟ้อง ขณะที่พยานหลักฐานใหม่ ซึ่งเป็นแหวนของนายอัลรูไวลี่ ที่รวบรวมไว้ในชั้นสอบสวนก็ตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนแล้ว

 "เบื้องต้นได้รายงานความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิดพร้อมพวกรวม 5 คน ต่อนายจุลสิงห์ อัยการสูงสุดแล้ว ส่วนนายกรัฐมนตรีคาดว่าน่าจะทราบข่าวจากทางสื่อมวลชนแล้ว” นายธนพิชญ์กล่าว

"สมคิด" ยันบริสุทธิ์-ลั่นสู้ทุกประเด็น

 พล.ต.ท.สมคิด กล่าวภายหลังได้รับการประกันตัวว่า ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ แต่ก็ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ดีกว่าปล่อยให้คดีหมดอายุความไป ตนหวังพึ่งศาลเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหา ทั้งนี้อยากขอความกรุณาให้อุปทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ตรวจสอบความถูกต้องของพยานหลักฐานที่ดีเอสไอนำมากล่าวอ้างว่าตนกับพวกกระทำผิดที่ไม่มีการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน ซึ่งพยานบุคคลในคดีนี้มีลักษณะให้การกลับไปกลับมา โดยหลักกฎหมายถือว่าคำให้การของพยานปากนั้นไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับพยานบุคคลที่เคยถูกหมายจับ แต่ดีเอสไอปล่อยตัวไป หากไม่สามารถนำพยานมาเบิกความได้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในชั้นพิจารณาหากพยานหลบหนีไม่มาเบิกความต่อศาล หรือสุดท้ายมีการตัดพยานออกไปจะทำให้ตนไม่มีโอกาสซักถามเพื่อพิสูจน์ความจริง

 “ผมจะต่อสู้ทุกประเด็น ทั้งเรื่องคำให้การของพยานบุคคล และความไม่เป็นธรรมของพนักงานสอบสวน รวมทั้งแหวนที่อ้างเป็นวัตถุพยานในคดีนี้ที่ไม่มีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าได้จากใคร และไม่เปิดโอกาสให้จำเลยเข้าไปตรวจสอบ” พล.ต.ท.สมคิด ระบุ

เผยเห็นวิธีกดดัน-บีบคั้นอัยการ

 วันเดียวกัน พล.ต.ท.สมคิด ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ว่า วันนี้สิ่งที่ตนพบเห็นคือวิธีการกดดัน บีบคั้นต่ออัยการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น แล้วยังมีการนำเอาหลักฐานในสำนวนคดีออกมาเปิดโปง ซึ่งถือเป็นความลับ ถามว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

 "สิ่งเหล่านี้ล้วนชี้นำเพื่อให้สังคมลงโทษ เป็นคำพิพากษาจากสังคมไปแล้ว ประเด็นสำคัญของเรื่องคือ พยานที่อ้างว่าใหม่นั้น แท้ที่จริงคือพยานเดิมมีหมายจับและไม่ได้นำพยานรายนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย ถือว่าเป็นสาระสำคัญในคดี เป็นพยานที่เลื่อนลอยให้การกลับไปกลับมา หากปล่อยตัวไปโดยมีเงื่อนไขต่อรอง หรือใช้หมายจับบังคับ กระบวนการทั้งหมดจะถูกต้องหรือไม่" พล.ต.ท.สมคิด กล่าว

ทูตซาอุฯ ชี้พัฒนาการดีสุดในรอบ 20 ปี

 นายนาบิล ฮุสเซน อัชรี อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย กล่าวภายหลังอัยการสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด และพวกรวม 5 คน ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่ามีพัฒนาการที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปี ส่วนจะส่งผลให้เรื่องแรงงานและการท่องเที่ยวฟื้นกลับมาเหมือนในอดีตหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาหลายส่วนประกอบกันด้วย รวมทั้งคดีเพชรซาอุฯ และคดีฆ่านักการทูตซาอุฯ

 "แต่ภายหลังอัยการสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิดและพวกในวันนี้ เชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทั้งสองจะกลับมาฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกครั้ง เพราะรัฐบาลซาอุฯ ให้ความสำคัญกับคดีนี้มาก" นายนาบิล กล่าว

 ต่อมานายนาบิลแถลงต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลซาอุฯ รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งถึงความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะสะสางคดีที่คั่งค้างเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ การตัดสินโดยอัยการสูงสุดในกรณีการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียในวันนี้ ถือได้ว่าเป็นสัญญาณในทางบวกที่รัฐบาลไทยพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเดินหน้าทำงานต่อในการสางคดีที่ยังเหลืออยู่โดยกระบวนการยุติธรรม

 ซาอุฯ รอคอยวันนี้มาเป็นเวลากว่า 20 ปี และการพัฒนาความสัมพันธ์ล่าสุดเช่นนี้เป็นการชี้ว่าเป็นการก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับบทสรุปของคดีอื่น จนถึงตอนนี้เราจึงมั่นใจว่าทั้งอุปทูต นายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้องจะนำความยุติธรรมมาสู่คดีทุกคดีของซาอุฯ อย่างที่ได้สัญญาไว้

 "เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางการไทยก็จะให้ความสำคัญในอีก 2 คดี ที่เหลือพอๆ กับคดีนี้เช่นกัน ในระหว่างสองสามเดือนที่ผ่านมาที่ทางการไทยมีความพยายามที่จะสรุปผลการสอบสวนในคดีต่างๆ เหล่านี้ และในวันนี้ก็ได้เข้าสู่กระบวนการศาลนั้น ซาอุดีอาระเบียซาบซึ้งเป็นอย่างสูงถึงความพยายามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานดีเอสไอ พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และผู้ที่ได้รับมอบหมายทั้งหมด เราเชื่อมั่นในระบบกฎหมายของไทยที่จะนำมาซึ่งความยุติธรรมในท้ายที่สุด" นายนาบิล กล่าว

แนะให้ออกราชการไว้ก่อน

 รายงานข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า หลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูง มีอำนาจควบคุมหน่วยงานหลักในพื้นที่ภาคเหนือ ดังนั้นเมื่อตกเป็นจำเลยในคดีอาญาอุกฉกรรจ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ควรพิจารณาว่าระหว่างการดำเนินคดีอาญาในชั้นศาลจะดำเนินการอย่างไรต่อ พล.ต.ท.สมคิด ระหว่างการมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือย้ายไปประจำที่ สตช. หรือย้ายไปประจำในส่วนราชการอื่นๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพยานในคดี ซึ่งยังไม่ได้ขึ้นให้การในชั้นศาล

นายกฯ โยนผู้บังคับบัญชาชี้ขาด

 หลังอัยการสั่งฟ้องจะมีการพักราชการ พล.ต.ท.สมคิดหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่ผู้บังคับบัญชา ตามกฎหมาย

 ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ จะดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีหน้าที่ตามกระบวนการ และสิ่งที่ตนได้พูดกับอุปทูตซาอุฯ คือเราจะไม่เข้าไปแทรกแซง และจะไม่ยอมให้ใครเข้าไปแทรกแซง ส่วนผลจะออกมาเป็นที่พอใจหรือไม่ เราไปตอบแทนไม่ได้

สตช.แจงอีก 2-3 วันรู้โทษทางวินัย

 พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษก สตช. กล่าวว่า กองวินัยจะรายงานข้อเท็จจริงเรื่อง พล.ต.ท.สมคิด เสนอให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) พิจารณามีความเห็นตามระเบียบกฎหมายต่อไป ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าปฏิบัติไปตามหน้าที่หรือไม่ อย่างไร คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 วันในการพิจารณา

 ด้าน พ.ต.อ.ธวัช ประสพพระ ผกก.กลุ่มงานนิติกรด้านสอบสวนและพิจารณาโทษ กองวินัย กล่าวว่า การพิจารณาโทษต้องดูว่าการต้องคดี หรือถูกกล่าวหานั้น มีมูลเหตุมาจากอะไร จากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเรื่องส่วนตัว ซึ่งการพิจารณาต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และกฎ ก.ตร.ที่ว่าด้วยเรื่องการพิจารณาโทษทางวินัย และต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาด้วยเพื่อพิจารณาโทษ ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะลงโทษทางวินัยต่อ พล.ต.ท.สมคิด อย่างไร จะต้องออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่ก็ยังบอกไม่ได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ปทีปปฏิเสธให้สัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าติดประชุม
“สมเจตน์” เพ้อไม่ได้รับความเป็นธรรม

 ขณะที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พี่ชายของ พล.ต.ท.สมคิด ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีอัยการสูงสุดเร่งรัดคดีดังกล่าวในช่วงนี้ว่า เป็นที่น่าผิดสังเกต และขบวนการอะไรต่างๆ ตั้งแต่ดีเอสไอ รวมถึงสำนักอัยการสูงสุด ซึ่งเรามองดูแล้วไม่ได้ให้ความเป็นธรรมต่อเรา อย่างไรก็ตามตนให้ความสำคัญเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่การเอาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วเอาเรื่องนี้มาเป็นสาเหตุ โดยบอกว่าจะต้องมาเสียสละตรงนี้ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้น

"ซาอุฯเอาเรื่องแรงงานมาต่อรองเรื่องตรงนี้ ถึงแม้จะบอกว่าไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกระบวนการยุติธรรม แต่อุปทูตก็เดินสายกดดัน และอ้างว่าหากคดีดังกล่าวคืบหน้าก็จะมีผลต่อความสัมพันธ์ต่อประเทศ การพูดแบบนี้หรือที่บอกว่าไม่ได้กดดัน แต่ถือว่าเป็นสิ่งดี เมื่อเป็นแบบนี้เราก็ยินดีที่จะเข้ากระบวนการยุติธรรม" พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

 เมื่อถามว่า อนาคตการรับราชการของ พล.ต.ท.สมคิด จะสะดุดหรือไม่ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับวินัยจบไปแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไร การทำแบบนี้เหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว หรืออีกประเด็นหนึ่งคือเป็นการเตะสกัดในการที่ พล.ต.ท.สมคิด ไปทำงานอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถือว่าทำงานได้บังคับใช้กฎหมายได้ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามองเรื่องนี้อย่างไร ทั้งนี้ให้เราทำงานก็ทำงาน แต่ไม่ให้ทำงานก็ไม่ทำงาน ไม่ใช่ว่าเราต้องการไปทำงานตรงนี้เพื่อไปหวังผลประโยชน์อื่นใดจากตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้