
สารน้ำผ่าต้อ'เสื่อมสภาพ'ก็อันตราย !
หัวหน้าศูนย์จักษุ รพ.วัดไร่ขิง ชี้สารน้ำที่ใช้ในการผ่าต้อกระจก แม้จะยังไม่หมดอายุ แต่หากเสื่อมสภาพก็มีอันตรายได้ ด้านเซลส์ขายยาเผยบริษัทส่วนใหญ่จะมีข้อตกลงกับโรงพยาบาล ก่อนหมดอายุ 1 ปีคืนสินค้าได้ คาดอาจผิดพลาดในขั้นตอนการเช็กสต็อก
นับตั้งแต่เกิดความผิดพลาดในการผ่าต้อกระจกที่ รพ.ศูนยขอนแก่น ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2552 เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย "ซูโดโมนาส แอรูจิโนซา" ในผู้เข้ารับการผ่าตัด 11 ราย จากทั้งหมด 25 ราย และ 10 ราย ติดเชื้อถึงขั้นตาบอด คณะแพทย์ของโรงพยาบาลและคณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุขพยายามเร่งหาคำตอบว่าสาเหตุของการติดเชื้อเกิดจากสิ่งใดกันแน่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ยกเว้นข้อ "สันนิษฐาน" ในประเด็นสงสัยต่างๆ ซึ่งต้องรอพิสูจน์ให้ชัดเจนเสียก่อน
หนึ่งในข้อสงสัยที่อาจเป็นตัวการนำมาสู่การติดเชื้อครั้งนี้คือ "สารน้ำ" ที่ใช้ระหว่างการผ่าต้อกระจก โดยคณะแพทย์ รพ.ศูนย์ขอนแก่น ได้ตรวจสอบห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ต่างๆ ถึง 2 ครั้งแล้วไม่พบข้อบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ ข้อสงสัยจึงพุ่งไปที่ "สารน้ำ" เบื้องต้นจึงยุติการใช้และสั่งล้างสต็อกที่เหลือทิ้งทั้งหมด พร้อมกับค้นหาสารน้ำที่เหลือในการผ่าตัดชุดปัญหา ส่งให้คณะกรรมการของสาธารณสุขตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง
พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์การแพทย์เฉพาะทางจักษุ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) โรงพยาบาลต้นแบบที่เชี่ยวชาญการรักษาต้อกระจก อธิบายว่า การผ่าต้อกระจกจะใช้สารน้ำ หรือน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ระหว่างการผ่าตัด 3 ชนิด คือ สารน้ำชนิดที่ 1 ใช้ในการหยอดกระจกตา เพื่อไม่ให้กระจกตาแห้งระหว่างการผ่าตัด สารน้ำชนิดที่ 2 จะใช้ระหว่างการผ่าดูดเอาต้อกระจกออก และสารน้ำชนิดที่ 3 ใช้ล้างเครื่องมือแพทย์
ดังนั้นในกรณีนี้โอกาสที่สารน้ำจะหมดอายุแล้วส่งผลให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากสารน้ำก็มีกำหนดวันหมดอายุเช่นเดียวกันกับยาอื่นๆ หากสารน้ำหมดอายุ พญ.เมทินี เปรียบเทียบเหมือนกับนมที่หมดอายุ สารกันบูดที่ควบคุมเชื้อโรคก็จะทำงานได้น้อยลง
"การจัดซื้อสารน้ำจะสั่งซื้อมาลอตใหญ่ เนื่องจากใช้ในการผ่าตัดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในชั้นนี้มั่นใจว่า รพ.ศูนย์ขนอแก่น ต้องมีการเช็กสต็อกอยู่อย่างสม่ำเสมอ คงไม่นำสารน้ำที่หมดอายุมาใช้กับผู้ป่วยแน่นอน" พญ.เมทินี ให้ความเห็น
อย่างไรก็ดี หัวหน้าศูนย์การแพทย์เฉพาะทางจักษุ รพ.เมตตาประชารักษ์ ตั้งข้อสมมติฐานว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่สารน้ำบางลอตอาจไม่ได้คุณภาพ แม้ว่าจะยังไม่หมดอายุก็อาจจะเสื่อมสภาพ เหมือนกับนมบูด แม้จะยังไม่หมดอายุก็กินไม่ได้ แต่การเสื่อมสภาพนั้นมีอยู่หลายปัจจัย และอาจจะตรวจสอบไม่ได้ว่าสารน้ำหลุดคุณภาพในนั้นตอนใด
ขณะที่เซลส์ขายยารายหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับงานขายยาตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้ข้อมูลว่า การจัดซื้อยาแต่ละครั้งจะผ่านคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยแพทย์จะเป็นคนนำเข้าวาระการประชุม เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้วจึงจะสั่งซื้อกับบริษัทยา โดยบริษัทยาของตนกับโรงพยาบาลจะมีเงื่อนไขอยู่ว่า หากยาที่ซื้อไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้ ก่อนวันหมดอายุ 1 ปี สามารถเรียกเปลี่ยนสินค้าลอตใหม่ที่มีวันหมดอายุเลื่อนออกไปได้ แต่เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเหมือนกันทุกบริษัท
"โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะต้องเช็กสต็อกยาของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดูว่ามียาตัวไหนบ้างที่ใกล้หมดอายุและหมดอายุ ในบางกรณีมียาที่สั่งซื้อไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้ และใกล้หมดอายุ แต่ต้องเกินกว่า 1 ปี บริษัทก็จะยอมเปลี่ยนให้ แต่ถ้าตรวจพบน้อยกว่า 1 ปี ก็เป็นความรับผิดชอบของโรงพยาบาล เพราะเกิดความผิดพลาดในการเช็กสต็อก กรณีเปลี่ยนยาที่ใกล้หมดอายุนี้ บางบริษัทก็ไม่มีข้อตกลงตรงนี้" เซลส์ยาสาวลงความเห็น
ไม่ว่าความผิดพลาดครั้งนี้จะเกิดจากสารน้ำ (ยา) หรือตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลยา หรือสิ่งซ่อนเร้นที่ยังค้นหาไม่พบ มันได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้นของบุคลากรในวงการแพทย์ !?!



