
"ผมทำตามกฎเหล็กนายกฯ"
ในที่สุด "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" หลังจากถูกพรรคภูมิใจไทยทวงถามถึงมาตรฐานการใช้กฎเหล็ก 9 ข้อของ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่ใช้เฉพาะพรรคร่วม
ถือเป็นการลาออกก่อนที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะนำรายชื่อ "รัฐมนตรี" ใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 12 มกราคมนี้
"พรรคประชาธิปัตย์" มีมติให้ "ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" มารับตำแหน่งแทน ขณะที่ "กอร์ปศักดิ์" จะไปทำหน้าที่ "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี"
"กอร์ปศักดิ์" ยืนยันว่า ทำตามกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกรัฐมนตรี เพราะลาออกก่อนแล้วจึงมีการสอบสวน โดยเชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาสอบสวน ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. ถ้าผลสอบสรุปว่าผิด ก็ยินดีรับผิดชอบ แต่ได้ลาออกก่อนต่างจากกระทรวงอื่นที่สอบแล้วจึงมีการลาออก ไม่ได้ถูกหน่วยราชการสอบ หรือคนนอกสอบ แต่ถูกสื่อและฝ่ายค้านสอบ และชี้แจงกระทู้ถามในสภาถือว่าเคลียร์แล้ว
"รองนายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากชุมชนพอเพียง ก็ต้องลาออกจากทุกเรื่อง เพราะรองนายกฯ คุมกระทรวงพาณิชย์ คุมกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคลัง ทั้ง 3 กระทรวงอะไรผิด รองนายกฯ ก็ต้องลาออกหรือไม่ คณะกรรมการอีก 3 ชุด ต้องออกหรือไม่ ก็ไล่กันไปเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองที่ต้องไล่กันไปเรื่อยๆ ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่อยากให้เราอยู่อยู่แล้ว แต่ก็มีอยู่ช่วงอยากให้เราอยู่เพราะคิดว่าเราจะไปอยู่กับเขา พอปฏิเสธก็ไล่ต่อ การเมืองเป็นแบบนี้ การทำการเมืองคิดอย่าง แต่ผมมาทำเรื่องเศรษฐกิจจึงคิดอีกแบบ" กอร์ปศักดิ์ กล่าว
ส่วนการทำงานกว่าหนึ่งปีในตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" ผลงานที่เป็นรูปธรรมเป็นผลสำเร็จมากที่สุดคือ "โครงการประกันรายได้เกษตรกร" ซึ่งเริ่มต้นในรัฐบาลชุดนี้และเห็นผลทันที ทำให้เกษตรกรทุกคนที่ปลูกพืช 3 ชนิด คืออ ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ขายสินค้าได้มีต้นทุนบวกกำไรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
"กอร์ศักดิ์" กล่าวว่า เม็ดเงินที่ใช้ไปในโครงการแล้วประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท จ่ายในส่วนของ ข้าว มากที่สุด มันสำปะหลังน้อยสุดไม่ถึงพันล้านบาท เพราะเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนประกันราคาไม่มาขอเคลมประกัน เพราะราคามันสำปะหลังขึ้นลงตลอดไม่คงที่ ในอดีตเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำประมาณ 7 หมื่นครัวเรือน แต่ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 3.4 แสนครัวเรือน คือได้ทุกครอบครัวที่ปลูกข้าวโพด
"จะเห็นว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคมปีนี้กับเดือนมกราคมปีที่แล้วหน้าตาต่างกันชัดเจน คือมกราคมปีที่แล้วมีแต่ปิดถนนเกือบทุกจังหวัด แต่ปีนี้ไม่มีปิดถนนเลย ขนาดการเมืองชวนยังไม่ออกมาเลย การเมืองต้องใช้ประเด็นการเมืองอย่างเดียว สมัยก่อนการเมืองชวนออกมาชุมนุมเลย แต่ปีนี้ไม่ออก" กอร์ปศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ เขาอธิบายให้ฟังถึงตัวเลขขาดทุนว่า มี 2 ตัวเลข คือ ซื้อสินค้ามาแพงแล้วขายถูก อีกส่วนคือ ค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าแปรสภาพ ค่าโกง ค่าเก็บไซโล โครงการประกันรายได้ที่ให้เกษตรกร 5.3 พันล้าน ถึงมือเกษตรกรทั้งหมด ค่าบริหาร 250 ล้าน เช่น จ่ายค่าดอกเบี้ย ค่าทำสัญญา ไม่มีโกง เพราะจ่ายเงินทั้งหมดเข้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่เงินทั้ง 5.3 พันล้านบาทถึงมือเกษตรกรทั้งหมดกว่า 3.9 แสนครัวเรือน ไม่มีหักหัวคิว
"กอร์ปศักดิ์" กล่าวว่า ถ้าจะเป็นนโยบายการพึ่งพาการส่งออกให้ลดน้อยลง จะต้องให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศโดยเห็นว่า ถ้าทำโครงการนี้ต่อเนื่อง 3-4 ปี กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นเกษตรกร จะหมุนกลับมาเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่มีการรั่วไหลน้อยที่สุด และผลตอบแทนที่จะหมุนกลับมาในรูปของรายได้ภาษี และขณะนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ กำลังไปดูเรื่องการปฏิรูประบบข้าราชการ และจะดูว่าการปฏิรูปจะทำให้เราประหยัดได้เท่าไหร่ เพื่อทำให้คนเหล่านี้ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ถ้าค่าแรงไทยต่ำมากจะมีผลต่อการปรับสภาพจากการพึ่งพาตนเอง โดยไม่พึ่งพาเรื่องส่งออก จะทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทำส่งออก แต่ต้องทำอย่างฉลาด
อย่างไรก็ตาม "กอร์ปศักดิ์" ยอมรับว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรมีจุดอ่อน เรื่องการขึ้นทะเบียน เพราะทุกอย่างต้องดูที่จำนวน ซึ่งถูกโจมตีมาก แต่เวลาการขึ้นทะเบียน 2 เดือน ทำได้กว่า 4 ล้านครัวเรือนถือว่าใช้ได้ และที่ดีที่สุดคือ เกษตรกรมีความซื่อสัตย์สูง แจ้งยอดตามความเป็นจริง ไม่มีการโกง และมีการทำระบบประชาคม มีการตรวจสอบกันเอง
นอกจาก "กอร์ปศักดิ์" ปิดท้ายถึงสิ่งที่รัฐบาลประสบความสำเร็จในเรื่องเศรษฐกิจมี 2 เรื่อง คือ แจกเงิน 2,000 บาทให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เพราะทำให้เกิดการจ้างงาน และโครงการต้นกล้าอาชีพ ทำเกิดการชะลอการจ้างงาน ส่วนโครงการที่ผิดพลาดทางการเมืองคือ โครงการชุมชนพอเพียง ทำให้ต้องหยุดโครงการ ทั้งที่การทุจริตมีเฉพาะจุด และจากการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างชาวบ้านดำเนินการทั้งหมด แต่จะมีการสานต่อโครงการในเดือนมกราคมนี้โดย "มีชัย วีระไวทยะ" มีการทำประชาคมทั้งประเทศพร้อมกันทั้งหมดกว่า 8 หมื่นจุด



