
เล่าสู่กันฟัง-มีอะไรในคำขวัญวันเด็ก
เมืองไทยมี วันเด็ก ครั้งแรกเมื่อปี 2498 โดยกำหนดเป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม แล้วก็ถือปฏิบัติกันเรื่อยมา จนเวลาผ่านไป 10 ปีเต็ม ก็เริ่มเรียนรู้ว่าเดือนตุลาคมนั้น ฝกตกชุก การจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กๆ มักจะมีอุปสรรค
ประกอบกับวันจันทร์ที่กำหนดไว้แต่เดิมก็เป็นวันทำงาน เมื่อเด็กหยุด แต่พ่อแม่ยังคงต้องไปทำงาน ก็ไม่ค่อยจะมีความหมาย เพราะไม่มีใครพาเด็กๆ ไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน ในที่สุดในปี 2508 ทางการจึงเปลี่ยนใหม่ กำหนดให้วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี และเป็นวันหยุดราชการ พ่อแม่จะได้พาลูกไปสนุกสนานกันได้เต็มที่
สิ่งที่ควบคู่กับวันเด็กตลอดมาเห็นจะเป็นเรื่อง “คำขวัญ” ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นไปในสังคมแต่ละยุคสมัยไม่น้อย โดยคำขวัญแรกมีขึ้นในปี 2499 เป็นคำขวัญของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น คือ “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีคำขวัญวันเด็กคำขวัญที่สอง “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” แล้วจากนั้นท่านจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้ให้คำขวัญวันเด็กใหม่ๆ ทุกปี โดยมีวลีข้างหน้าว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า...” แล้วตามด้วยข้อความที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละปี เรียกว่าเป็นซีรีส์
ในบรรดาคำขวัญวันเด็กที่คนส่วนใหญ่คุ้นหูน่าจะมีอยู่สองสามคำขวัญ อาจเป็นเพราะความสั้น กระชับ และความคล้องจอง เรียกว่าถ้าให้คนรุ่นเก่าๆ ลองทบทวนดูกันน่าจะพอจำได้ เช่น “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร ให้ไว้เมื่อปี 2516 ซึ่งปรากฏว่าในปี 2521 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ก็ได้นำข้อความเดียวกันนี้มาประกาศเป็นคำขวัญวันเด็กอีกครั้ง จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่สามารถคาดเดาได้ คำขวัญในปี 2520 ที่ให้ไว้โดย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ก็ดูจะคุ้นหู และยังมีคนเอามาใช้กันพอสมควร คือ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย”
จะมีที่พิเศษไม่ค่อยเหมือนใคร จะเรียกว่าหนักแน่น มั่นคง สม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาคือ คำขวัญวันเด็กในยุคสมัยของท่านรัฐบุรุษอาวุโส พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ในช่วง 8 ปีของท่านได้ให้คำขวัญไว้ มีหัวข้อใกล้เคียงกันเกือบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงสามปีหลังคือ 2529-2531 ที่กำหนดไว้เหมือนกันทุกปีว่า “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม”
ที่น่าสนใจอีกคำขวัญคือยุคของ นายกฯ ชวน หลีกภัย ในปี 2536-2538 ที่เอาเรื่องสิ่งแวดล้อมและประชาธิปไตยเข้ามาเป็นหัวข้อปลูกฝังจิตใจของเยาวชนไทยด้วยว่า “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” หรือ “มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย” ในปี 2543-2544
ที่แปลกกว่าคำขวัญอื่นๆ คือไม่ได้เน้นความคล้องจอง ฟังดูง่ายๆ แต่ไม่ง่าย คือ “เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะเรียนอย่างไรให้สนุก และเล่นอย่างไรให้มีความรู้ เป็นเรื่องที่เยาวชนใน พ.ศ. นั้น ต้องเอาไปขบคิดกันต่อ
สำหรับคำขวัญของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ให้ไว้ในปีนี้คือ “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม” ฟังดูแล้วเข้าใจว่าท่านต้องการมุ่งเน้นในสองเรื่องสำคัญ คืออยากให้เยาวชนของชาติเป็นคนเก่ง และคนดี เพราะ “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้” เป็นหนทางไปสู่ความเป็นคนเก่ง คนฉลาด ในขณะที่ “เชิดชูคุณธรรม” ก็มุ่งไปสู่ความเป็นคนดี ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องคู่กัน เป็นคุณสมบัติที่ควรจะมีอยู่ในคนคนเดียวกัน คือเก่งด้วยและดีด้วย
เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เราตระหนักรู้ดีว่าคนที่ดีอย่างเดียวแต่ไม่เก่งก็ไม่อาจนำพาครอบครัว องค์กร หรือแม้แต่ชาติบ้านเมืองไปสู่ความปกติสุข ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่อยู่รอดปลอดภัยได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน
และที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ คนที่เก่งอย่างเดียวแต่ไม่ดี เพราะคนเหล่านี้นอกจากจะไม่เพียงทำให้ตัวเองเดือดร้อนแล้ว ยังส่งผลให้ครอบครัว คนรอบข้าง องค์กร สังคม รวมทั้งประเทศต้องพลอยประสบกับความหายนะไปด้วย
ดังนั้น คำขวัญวันเด็กปีนี้ จึงน่าจะเป็นข้อเตือนใจให้เยาวชนของเราก้าวเดินไปในทางที่ถูกที่ควร คือความเป็นคนเก่งและคนดีในคนคนเดียวกัน ย้ำครับ...ในคนคนเดียวกัน
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



