
วันเด็กหรือวันที่ทำให้เราเป็นเด็ก?
ผ่านพ้นวันเด็กในปีนี้ไปแล้ว แต่เรื่องราวของวันเด็กก็ยังจะวนกลับมาทุกปี
หรือเราอาจจะตีความแบบพิสดารว่า ในบรรยากาศทางการเมืองบางแบบนั้น เราทำให้ทุกวันกลายเป็นวันเด็ก (เพราะเราทำให้คนในสังคมกลายเป็นเด็ก ดังที่ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เคยกล่าวถึงวันรัฐประหารเมื่อสามปีก่อน)
ผมกลับไปค้นเรื่องประวัติวันเด็กแห่งชาติในสังคมไทย ก็พบประเด็นน่าสนใจอยู่หลายประเด็น เพราะวันเด็กแห่งชาตินั้นเป็นวันที่มีการทำกันทั่วโลกตั้งแต่ประมาณปี 2498 และในสังคมไทยก็เริ่มมีขึ้นในช่วงนั้น
คำขวัญที่น่าสนใจสมัยจอมพล ป. คือ จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ริเริ่มให้มีคำขวัญทุกปี นับตั้งแต่ปี 2502 โดยเริ่มจากวรรคทองที่ว่า "ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า..." จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า (2502) จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด (2503) จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย (2504) จงเป็นเด็กที่ประหยัด (2505) จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด (2506) ขอให้สังเกตน้ำเสียงของคำสั่งและการเชื่อฟัง ในขณะที่สมัยจอมพล ป.นั้น จะพบว่าเรื่องสำคัญคือการช่วยเหลือผู้อื่น แต่สมัยจอมพลสฤษดิ์นั้น บริบทคือการรัฐประหารและการปราบอันธพาล
ในสมัยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คำขวัญของสัญญา ธรรมศักดิ์ จะเน้นเรื่องของความสามัคคี ได้แก่ สามัคคีคือพลัง (2517) และเด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี (2518)
ความเชื่อมโยงของเด็กกับกษัตริย์นั้นมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2520 โดย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารหลังเหตุการณ์ตุลาคม 2519 ดังคำขวัญ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
ส่วนเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 2523 คำขวัญครั้งแรกเมื่อ 2524 ก็คือ เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม ซึ่งแม้ว่าคำว่าวินัยจะมีมาโดยตลอด แต่คำว่าคุณธรรมเป็นคำที่ถูกใส่ขึ้นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็เป็นคำที่มีความถี่เกือบจะทุกปี และมีการนำคำว่ากษัตริย์เข้ามาใช้อยู่บ่อยครั้ง
ขณะที่นายชวน หลีกภัย นั้น เป็นผู้นำเอาคำว่าประชาธิปไตย (และสิ่งแวดล้อม) มาใส่ไว้เป็นครั้งแรก ส่วนคำที่เหลือก็หมุนไปเรื่อยๆ จากคำเดิม (ครั้งแรกหลังพฤษภาทมิฬ คือ ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อ 2536)
ที่ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคุณทักษิณถึงโดนหนักมาตลอด ก็เพราะในสมัยคุณทักษิณนั้นไม่มีทั้งคำว่าคุณธรรม และคำอีกหลายคำที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เพราะเน้นไปที่เรื่องของความฉลาดและความสร้างสรรค์
จนกระทั่งมาถึงสมัยหลังรัฐประหาร โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อปี 2549 ก็จะพบคำว่า มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข ซึ่งนอกจากคำว่าคุณธรรมจะกลับมาใหม่ จะพบว่าคำว่าพอเพียงก็กลายเป็นคำใหม่ที่เข้ามาอยู่ในคำขวัญ
ส่วนคำขวัญล่าสุดของท่านอภิสิทธิ์คือ คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม นั้น ก็น่าสนใจ เพราะซ้ำกับของคุณทักษิณ (คิดสร้างสรรค์ 2546) จอมพลสฤษดิ์ (ขยัน 2506) คุณชวน (ใฝ่เรียนรู้ 2543 ดูคำใกล้เคียงที่ พล.อ.เปรม - ใฝ่หาความรู้ 2525 คุณบรรหาร - มุ่งหาความรู้ 2539) และ พล.อ.สุรยุทธ์ (เชิดชูคุณธรรม 2551 แม้ว่าคำว่าคุณธรรมจะมีมาตั้งแต่ยุค พล.อ.เปรมแล้ว)
คำว่าขยันใฝ่รู้ดูจะใหม่ที่สุดตรงที่ไม่เหมือนใครตรงๆ แต่ก็ใกล้เคียงคำเก่าๆ
อย่าคิดมากครับ แค่อยากให้คิดว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องเอาจริงเอาจังกับการคิดคำขวัญวันเด็ก และก็ถึงเวลาที่อาจจะต้องคิดใหม่ว่า แทนที่จะถามว่าเด็กควรจะถูกสั่งว่าทำอะไร เราน่าจะให้เด็กเขียนคำขวัญและความฝันของเขาว่า เขาอยากให้ผู้ใหญ่เป็นอย่างไร
ไม่งั้นเราก็จะมีแต่เด็กและคนที่ถูกทำให้เป็นเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ



