
หมอเตือนพ่อแม่อย่าทำลายความฝันลูก ระวังจะสร้างแผลใจ
หมอเตือนพ่อแม่ จากกรณีพ่อพังโมเดลรถ ด้วยเหตุผลเสียการเรียน โดยได้แจ้งว่าอย่าทำลายความฝันลูก ระวังจะสร้างแผลใจ
จากกรณี ทางเพจดัง ได้ออกมาโพสต์รูปที่หนูน้อยคนหนึ่งนั่งก้มหน้าก้มตากับโมเดลรถของเขา แต่พ่อกลับทำลายทิ้งทั้งหมด เพียงให้เหตุผลว่า ไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเอง ละเลยการเรียน เงินที่ให้ไปกินโรงเรียนไม่ยอมกินข้าว อดเพื่อเอาเงินมาfของ หมกมุ่นอยู่แต่กับรถ ทั้งวันทั้งคืน แม้แต่นอนยังต้องถือคันที่ชอบไปนอนด้วยทุกครั้ง มันเกินไป
อ่านข่าว ด.ช.นั่งดูซากโมเดลสุดที่รัก หลังพ่อทำลายกับมือ อ้างเสียการเรียน
ล่าสุดทางเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุข้อความว่า เราทุกคนมีสิ่งที่ชื่นชอบ แต่จะมีกี่คนที่มี 'ความลุ่มหลง' หรือ Passion ที่ 'ชัด' ที่คอยผลักดันให้เขาลงมือทำซ้ำจนเก่งขึ้น ชำนาญขึ้น ที่สำคัญคือ #มีความสุข ทุกครั้งที่ได้ทำในแง่ของจิตวิทยาการพัฒนาตนเอง Passion จึงมีความสำคัญในการเติบโต เพราะ 'ความลุ่มหลง' เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตใจในด้านบวก เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกชอบและทำได้ดี เมื่อรักและทำได้ ลูกจะมีความมุ่งมั่นจดจ้อง (Focus) และความพยายาม (Effort) ที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้ดี แม้ล้มเหลว ผิดพลาด เขาก็พร้อมที่จะลุกขึ้นและเดินต่อ ทำซ้ำ จนเกิดความชำนาญ (Mastery) ทำได้ดีขึ้นๆ จนเก่งขึ้นๆ
แต่ผู้ใหญ่อย่างเราคงรู้ 'ความจริง' อย่างหนึ่งว่าสิ่งที่ชอบและรัก ส่วนใหญ่แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้กลายเป็น 'อาชีพ' ที่เลี้ยงตัวได้ในอนาคต จะมีคนอย่าง อ. เฉลิมชัย สักกี่คน มีคนอย่างน้องแพร พาเพลิน ที่แต่งหน้าจนทำเงินได้ มีกี่คนที่เป็นติ่งเกาหลีแล้วกลายเป็นล่ามหรือมีอาชีพจากการเป็นติ่งได้ ("ติ่ง" ในที่นี้เป็นความหมายด้านบวกนะครับ พ่อหมอก็เป็นบลิ๊งค์นะ 555)
ดังนั้นหลายครั้งพ่อแม่จึงมองสิ่งที่ลูกลุ่มหลงว่า #ไร้สาระ และไม่อินไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความลุ่มหลงนั้นกระทบการเรียนในระบบ หลายบ้านถึงขั้นแอนตี้ความลุ่มหลงเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ ... หลายบ้านไม่แอนตี้ระดับธรรมดาพร้อมที่จะห้ามและทำลายสิ่งที่ลูกชอบและลุ่มหลงนั้นลงทันที ... ซึ่งมันสร้างบาดแผลทางจิตใจให้ลูกไม่มากก็น้อย ว่าไหมครับ
ในความเป็นจริง ถึงแม้ความลุ่มหลงนั้นทำรายได้ไม่ได้ สุดท้าย สิ่งนั้นจะกลายเป็น #งานอดิเรก ที่เขาชื่นชอบ หากวันใดที่ลูกเครียด ไม่สบายใจ และอารมณ์ดิ่งลงด้านลบ งานอดิเรกที่เขาชอบนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่จะช่วยระบายและบำบัดอารมณ์ด้านลบของลูกได้ เป็นที่พัก เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะใช้ยืนยันกับตัวเขาเองได้ว่า "เขามีดี" และ "มีคุณค่าพอ" แล้วเขาจะลุกขึ้นไปสู้กับปัญหาต่อไป และใช้ชีวิตต่อได้ อย่าทำลายฝันของลูกในวันที่เพิ่งเริ่มเลย
ในกรณีของโพสต์นี้คงต้องแยกเป็น 2 ประเด็นครับ
1.เงินค่าขนม ที่เด็กยอมไม่กิน ไม่ใช้ แล้วเอาไปซื้อของเล่นที่ชอบ นี่คือเรื่องของเด็กครับ ดีเสียอีก เขาเป็นเด็กที่อดออม มุ่งมั่น และทุ่มเท เพราะเมื่อเรา 'ให้' ค่าขนมแล้ว เงินนั้นคือกรรมสิทธิ์ของลูกที่จะเอาไปใช้ทำอะไรต่อ ในที่นี้เราคงไปบังคับให้เขาไปซื้อคลีนฟู้ดที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้นไม่ได้ นั่นกลายเงินของเขาไปแล้วไง ...
2.การละเลยการเรียน ไม่มีความรับผิดชอบ อันนี้คนละเรื่อง เพราะหน้าที่ของเด็กคือ 'เรียน' อันนี้เรื่องจริง อันนี้เป็นความรับผิดชอบของเขา ต้องรู้ว่าเรียนคือเรียน การบ้านต้องทำ สอบต้องเตรียมตัว แล้วเวลาที่เหลือนั้นเป็นของเขา จะอ่านหรือแสดงความคิดเห็นการเมือง จะพ่นสีโมเดล จะดูมิวสิก Ice Cream ของแบล็กพิงค์และเซเลนา โกเมซ ซ้ำ ๆ พร้อมหัดเต้น หรือจะอ่านหนังสือการ์ตูน นั่นก็เรื่องของเขา แต่พ่อแม่ลูกต้องคุยกันว่าอะไรคือจุดเหมาะสมสำหรับเขา สำหรับเรา คุยกันดีๆได้ ถ้ามัวแต่ทาสีโมเดล จนไม่เรียน ไม่ทำการบ้านแบบนี้ไม่เวิร์กแล้ว ลูก เราคงต้องคุยกันจริง ๆ จัง ๆ เรื่องนี้แล้วว่าการจัดการเวลาที่ดีควรเป็นอย่างไร ลดลงก่อนไหม หยุดก่อนไหม ตอนนี้ ตอนเปิดเทอม ปิดเทอมค่อยเอาเต็มที่เลยลูก จะเรียนเพิ่ม หรือไปทำอะไรเพิ่มเพื่อให้ทำเก่งขึ้นไหม ส่วนคุณพ่อคุณแม่ ลองศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มดูสักหน่อยว่า จริง ๆ แค่ตอนนี้ ลูกยังทำเงินได้เลย แถมมีงานมาให้เขาทำเรื่อย ๆ อีก ลูกเราคงฝีมือไม่ธรรดานะ มันมีช่องทางอะไรไหมที่จะทำให้พรสวรรค์ของลูกนั้น Shine ส่องประกายได้มากกว่าเดิม ทำบัญชี คิดค่าคุ้มทุน คุย Business Model กับลูกดูไหม ว่าจากแค่นั่งเพ้นต์สีต่อโมเดลตรงนี้แล้วมันไปไหนต่อได้อีก ?
ขอบคุณ เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ



