
"วิวัฒน์"แฉหมดเปลือก แก๊งร้องเรียนแล้วตบทรัพย์เคลียร์คดี
ประธานเครือข่ายธรรมาภิบาล เปิดข้อมูลหมดเปลือก แก๊งหาเรื่อง ร้องเรียนแล้ววิ่งข่มขู่ รับเคลียร์เงิน
กลายเป็นกระแสร้อนแรง ในโลกออนไลน์ เมื่อคลิปเสียงปริศนา “คล้าย ส.ส.คนดัง” กำลังเจรจาเรียกรับเงินจากบริษัทที่รับติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ ซีซีทีวี ในโครงการ Safe Zone Schools ของกระทรวงศึกษาธิการ แลกกับการเคลียร์สื่อมวลชนและคนใหญ่คนโตในหลายวงการ ให้ยุติข่าวด้านลบของบริษัท
โดยคลิปนี้เป็นเสียงสนทนาของคน 3 คน คนแรก นาย ต. นักการเมืองหนุ่มคน คนที่ 2 คือ นาย ป. พรรคพวกของนักการเมืองหนุ่ม และคนที่ 3 คือ ตัวแทนบริษัทรับติดตั้งกล้องวงจรปิด
เนื้อหาของการสนทนาเป็นประเด็นที่ นาย ต. พยายามพูดจาหว่านล้อมให้ตัวแทนบริษัทจ่ายเงินก้อนหนึ่ง จำนวน 12 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อนำไปเคลียร์กับสื่อมวลชน และคนใหญ่คนโตอีกหลายคน เพื่อให้ยุติข่าวฉาวด้านลบของบริษัท ที่ส่งผลกระทบต่อการรับงานในโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด
ช่วงหนึ่งของการสนทนา นาย ต. ซึ่งปัจจุบันเป็นนักการเมืองฝีปากกล้า ได้บอกกับตัวแทนบริษัทว่า ถ้าตนเองโกรธขึ้นมา ไม่ว่าใครจะใหญ่แค่ไหน โครงการใหญ่แค่ไหนก็พังหมด เพราะสามารถดึงพวกพ้องมาช่วยเหลือได้จำนวนมาก หากอยากให้เรื่องจบ ก็ให้นำเงินก้อนนี้ไปโยนไว้ที่ท้ายรถกระบะ
มีรายงานด้วยว่า เหตุการณ์ตามคลิปนี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่นาย ต. จะก้าวเข้ามาเป็นนักการเมือง ขณะที่โครงการ Safe Zone Schools เป็นโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดสงขลา เมื่อราวๆ ปี 2559-2560 ซึ่งมีการตรวจสอบพบการทุจริต และมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนต่อด้วย
แม้ว่าจะยังไม่มี นักการเมืองคนใด ออกมายืดอกยอมรับตนเองเป็นเจ้าของเสียงในคลิปนี้ ทาง “คมชัดลึก” ตรวจสอบย้อนหลัง ก็พบว่า มีกลุ่มองค์กรภาคประชาชน หลายกลุ่มที่เคลื่อนไหว ยื่นหน่วยงานตรวจสอบ โครงการ ติดตั้งกล้องวงจรปิดในโรงเรียน “Safe Zone School” พบมีเครือข่าย ธรรมาภิบาล ที่มีนายวิวัฒน์ สมบัติหลาย เป็นประธานเครือข่าย และเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ หรือ คตช.ที่มี นายมงคลกิตติ สุขสินธารานนท์ เป็นอดีตเลขาธิการ
ซึ่งพบเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2560 ที่ผ่านมาก นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเลขาธิการคณะกรรมการเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) ในขณะนั้น ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบว่าอาจจะมีการฮั้วประมูลของ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยทรานสมิชชั่น อินดี้สทรี้ จำกัด บริษัท บางกอกอีเล็กโทรนิคส์ แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัทเทคโน-ซายน์ จำกัด และบริษัท ลิบร้า เน็ตเวิร์คแอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในการจัดซื้อกล้องวงจรปิดและการส่งมอบงานติดตั้งในโครงการ Safe Zone School ในวงเงินกว่า 405 ล้านบาทของพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้
นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าทั้ง 4 บริษัทอาจจะมีพฤติกรรมเข้าข่ายฮั้ว เพราะไม่ได้มีการแข่งขันตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายแพ่งและอาญา อีกทั้งบริษัทเอกชนดังกล่าวยังไม่ดำเนินการตามสัญญาในการติดตั้งกล้องซีซีทีวี อาทิ ไม่มีระบบเชื่อมสัญญาณระหว่างจอมอนิเตอร์ห้องควบคุม กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ดูแล รวมถึงเซ็นเซอร์เตือนภัยที่ใช้ป้องกันการเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ทั้งนี้ ภตช.จึงขอเรียกร้องให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบริษัทเอกชนทั้ง 4 แห่ง พร้อมกับเรียกร้องให้บริษัทเอกชนเร่งดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ถูกต้องตามทีโออาร์ รวมถึงขอให้ดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อทั้ง 4 บริษัท กรณีส่งมอบงานไม่ครบ หรืออาจจะจงใจฉ้อโกงรัฐ ให้สับสนในการตรวจรับงาน
หลังจากการยื่นเรื่องตรวจสอบครั้งนี้แล้ว ข่าวคราวเรื่องนี้ ก็ไม่มีความคืบหน้าของเรื่องนี้ ขณะที่ มีอีกหนึ่ง เครือข่าย คือ เครือข่ายธรรมาภิบาล ซึ่งก็พบข้อมูล มีการเกาะติดเรื่องนี้เช่นกัน โดยวิวัฒน์ สมบัติหลาย ประธานเครือข่ายธรรมาภิบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับ คมชัดลึก หลังจาก ในคลิปเสียงดังกล่าว มีการอ้างถึง ว่าเคลียร์กับสื่อ และภาคประชาชน ไม่ให้ยื่นตรวจสอบ หรือนำเสนอ เรื่องนี้อีกถ้ายอมจ่ายเงิน
นายวิวัฒน์ ยืนยันว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของ นาย ต. ตามคลิปเสียงที่ว่อนโซเชียลอยู่ขณะนี้ ซึ่งทางกลุ่มขอยืนยันว่า เราทำเรื่องตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นตามแนวทางของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงิน ข่มขู่ รีดไถ ภาคธุรกิจเลย
โดยเรื่องกล้อง CCTV ในโรงเรียนภาคใต้นี้ ทางกลุ่ม ได้รับการร้องเรียนจากครูในพื้นที่ ว่า มีกลุ่มทหาร อ้างชื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษา เข้ามาเรียกรับผลประโยชน์ จากโครงการ Safe Zone School จนพบว่ากลุ่มภาคธุรกิจ มีการเข้าข่ายฮั้วประมูล และบริษัท ที่ชนะการประมูล ปฏิบัติไม่เป็นไปตาม TOR ติดตาม ตรวจสอบ จน เรื่องอยู่ระหว่างที่ หน่วยงานต้นสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ ฟ้องเอาผิด บริษัท เอกชน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเอกชน ที่มีเสียงอยู่ในคลิปเสียงนี้ด้วย
นายวิวัฒน์ ยังกล่าวย้ำอีกว่า ถ้าผมหรือกลุ่มเครือข่ายธรรมาภิบาลมีผลประโยชน์ ตามที่ นายต. กล่าวอ้างตามคลิปจริง ก็คงหยุดการตรวจสอบเรื่องนี้ไปแล้ว แต่นี่ตรวจสอบจนเรื่องอยู่ในชั้นศาล โดยคาดว่าจะมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 8 ก.ย.2563
เมื่อถามว่า ทำไมกลุ่มคนนี้ ถึงไปข่มขู่เรียกรับเงินและอ้างเคลียร์สื่อ เคลียร์กลุ่มที่ยื่นร้องเรียนได้
นายวิวัฒน์ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้ พฤติกรรมคือ จะเลือกดู ข้อร้องเรียน ที่มีการยื่นเรื่องต่อนายก จากสื่อต่างๆ แล้วเข้าไปตรวจสอบข้อมูล หาช่องทางการทุจริต ถ้าพบเห็นช่องทาง ก็จะอาสายื่นเรื่องซ้ำอีก กดดัน ตรวจสอบ เสมือนว่าตนเองเป็นคนเริ่มต้นของเรื่อง แล้วก็มีการข่มขู่ พูดคุยกับ บริษัท คู่กรณีเพื่อเรียกเงินในการ ให้หยุดเรื่อง ปิดสื่อไม่ให้รายงาน
ตนขอยืนยันว่า ไม่ใช่กรณีแรก การไปยื่นเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบ แล้วมาตามวิ่งเคลียร์กับภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง แบบนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่คนกลุ่มนี้ เรียกร้องรับเงินเคลียร์คดี โดยที่ คู่กรณีก็สมยอม เพราะไม่อยากมีเรื่อง วันนี้ต้องขอบคุณ คนที่ปล่อยคลิปนี้ออกมา คุณกล้าหาญมาก ทำให้สิ่งที่ถูกต้องแล้ว คนที่มีพฤติกรรมเยี่ยงโจรแบบนี้ ไม่ควรที่จะอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งหรือเป็นใครก็ตาม นายวิวัฒน์ กล่าว



