
เมื่อลุงแซมหลงเสน่ห์ปลายจวักอาหารภารต
อาหารอินเดียกำลังมีช่วงเวลาดาวรุ่งพุ่งแรงเหมือนภาพยนตร์ "สลัมด็อก มิลเลียนแนร์" ที่กวาดรางวัลบนเวทีออสการ์ และกระแสฮือฮาไปทั่วโลก
บนชั้นขายของในอเมริกาล้วนเต็มไปด้วยอาหารอินเดียตั้งแต่ชัทนีย์ ผักดอง ซอสต่างๆ ไปจนถึงกล่องอาหารที่สามารถอุ่นกินได้เลย ขณะที่คุณภาพและจำนวนร้านอาหารอินเดียก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน โดยมีการนำเสนออาหารตั้งแต่แบบอาหารทางเลือกไปจนถึงรูปแบบบุฟเฟ่ต์
อีกทั้งตำราอาหารใหม่ๆ ที่ทยอยออกมานั้นก็ล้วนแต่แนะนำจานเด็ดของอาหารอินเดียในภูมิภาคต่างๆ แยกประเภทกันตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์ ไปจนถึงศาสนา และวรรณะกันเลยทีเดียว
ในชิคาโก วิชัย ปุนิอานี นักธุรกิจชาวอินเดีย ถึงกับพนันว่า อาหารอินเดียจะผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่ในอเมริกา โดยหลังจากที่ศึกษาความสำเร็จของร้าน ชิโปเติล ร้านอาหารเม็กซิกันยอดนิยม ปุนิอานีก็ได้ฤกษ์เปิด ชัทนีย์ โจส์ ร้านอาหารอินเดียที่เขาการันตีว่า เป็นร้านอาหารภารตแบบ "ด่วนสบาย" แห่งแรกที่เปิดขึ้นโดยมีต้นแบบจากร้านอาหารเม็กซิกันชื่อดังแห่งนี้
ชัทนีย์ โจส์ เปิดขึ้นในย่านธุรกิจใจกลางนครชิคาโกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว โดยเงินเพียง 5.99 ดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 200 บาท) ลูกค้าจะได้รับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ 1 ใน 4 ชนิด หรือผัก 4 ชนิด ที่เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหรือแป้งนันแบบบาง (โรตี) โดยลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้าร้านนั้นก็เป็นชาวอินเดียหรือปากีสถานเพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้น
เท่ากับลูกค้าที่เหลือนั้นเป็นชาวถิ่นลุงแซมแทบทั้งสิ้น
ปุนิอานีกล่าวว่า เมนูต่างๆ ที่เขาทำนั้นได้รับการปรับปรุงวิธีการปรุง หลังจากที่พบว่า กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐส่วนใหญ่คิดว่าอาหารอินเดียนั้นเผ็ดและหนักเกินไป ซึ่งหนึ่งในเมนูที่เขาเปลี่ยนนั้นคืออาหารชื่อดังอย่าง ซาโมซา ที่เขาหันมาอบขนมปังแทนที่จะทอด ส่วนครีมกับเนย ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการปรุงอาหารอินเดียนั้น ก็ถูกกำจัดออกไปจากเมนู
การเริ่มต้นของวัฒนธรรมและการทำอาหารของอินเดียนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2508 เมื่อคลื่นผู้อพยพชาวเอเชียใต้หลั่งไหลเข้าไปยังดินแดนแห่งเสรีภาพ หลังจากที่ประเทศแถบยุโรปยกเลิกโควตาผู้อพยพในแถบนี้ นับจากนั้น สหรัฐก็ได้เป็นพยานช่วงเวลาของการเบ่งบานแห่งวัฒนธรรมอินเดีย และดูเหมือนจะไม่เคยอิ่มหนำกับการได้เสพอรรถรสความเป็นอินเดีย ไล่ตั้งแต่ดนตรีบังกรา หนังบอลลีวู้ด ไปจนถึงศาสตร์โยคะที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการก้าวขึ้นมาผงาดบนพรมแดงของหนังอังกฤษอย่าง สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ ที่กวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 8 ตัว
การเติบโตของวัฒนธรรมอินเดียยังเกิดขึ้นในช่วงที่รายการทำอาหารกำลังได้รับความนิยม รวมทั้งรายการ "ท็อป เชฟ" ที่มีดาราและนางแบบชาวอินเดียอย่าง ปัทมา รัศมี เป็นพิธีกร รวมทั้งการที่ชาวอเมริกันหันไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขามีความเป็นนักผจญภัยด้านการกินเพิ่มขึ้นด้วย
"ปากของคนอเมริกันไม่ได้บอบบางอีกต่อไปแล้ว" แอนดรูว์ เอฟ สมิธ บรรณาธิการสารานุกรมออกซ์ฟอร์ดด้านอาหารและเครื่องดื่มแห่งอเมริกาให้ความเห็น ก่อนจะฟันธงว่า อาหารอินเดียจะมาแรงในทศวรรษหน้าในแบบเดียวกับที่ร้านซูชิเคยทำในทศวรรษที่ 2523 และอาหารไทยทำในทศวรรษที่ 2533
หนึ่งในเสน่ห์ปลายจวักของอาหารอินเดียคือประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะความเผ็ดร้อนของขิง ขมิ้น อบเชย และพริกป่น โดยผลการศึกษาสรรพคุณของขมิ้นด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านอาการอักเสบ ทำให้เห็นว่า สมุนไพรชนิดนี้ติดอันดับอาหารสู้มะเร็งอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อว่า แป้งเครปของอินเดียที่เรียกว่า โดซา จะเป็นที่แพร่หลายเช่นเดียวกับอาหารเม็กซิกันอย่าง เบอร์ริโต โดย คอลลีน เทย์เลอร์ เซน ผู้เขียนหนังสือ "แกง : ประวัติศาสตร์โลก" (Curry : A Global History) มองว่า อเมริกาไม่ได้มีความผูกพันแบบเดียวกับอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมอินเดีย
"มีร้านอาหารจีน ไทย และเม็กซิกันในสหรัฐจำนวนมากที่มีบทบาทแบบเดียวกับร้านอาหารอินเดียในอังกฤษ" เซนกล่าว
โดยร้านอาหารอินเดียนั้นผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในหลายเมือง โดยเฉพาะในนิวยอร์ก ที่ได้รับการมองว่าเป็นเมืองสวรรค์ของนักชิม ขณะที่ รักหวัน อายเยอร์ ผู้เขียนหนังสืออาหารอินเดียที่ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่าง "แกง 660 อย่าง" (660 Curries) ก็เพิ่งช่วยเปิดร้านอาหาร "โอม" ในเมืองมินนีอาโพลิส รัฐมินเนโซตา ซึ่งมีอาหารอินเดียดั้งเดิมอย่างหมูวินดาลู และโรกาน จอช ซึ่งทางร้านได้แปลเป็น "แกงแกะ" เพื่อให้ลูกค้าชาวอเมริกันอ่านได้ง่ายขึ้น
แต่กระนั้น หลายคนก็ยังมองว่าเร็วไปที่จะพูดแนวโน้มเรื่องนี้ โดย กฤษนันธุ เรย์ นักวิชาการด้านสังคมวิทยา และอาหารศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า เมนูไก่มาร์ซาลา และขนมปังอบโฟแคคเซียแบบอิตาเลียน อาจเป็นเมนูสามัญประจำบ้านของชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนในปัจจุบัน แต่นั่นเป็นเพราะชาวอิตาเลียนเข้ามาตั้งรกรากในสหรัฐตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และใช้เวลานานในการซึมซับไต่เต้าเข้ามาในแวดวงเศรษฐกิจและสังคม
"ไม่แน่ในปี พ.ศ.2608 อาหารอินเดียอาจจะอยู่ในสถานะเดียวกับอาหารอิตาเลียนตอนนี้ก็ได้" เรย์กล่าวทิ้งท้าย



