ข่าว

สัญญาณเดือด !

สัญญาณเดือด !

11 ม.ค. 2553

สถานการณ์การเมืองในรอบสัปดาห์นี้เคลื่อนเข้าสู่ความรุนแรงอีกครั้ง หลังจากพักรบช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

 คราวนี้กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง ด้วยข้ออ้าง "สองมาตรฐาน" กรณีอัยการสูงสุดมีมติไม่สั่งฟ้อง "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" องคมนตรี กรณีบุกรุกเขตป่าสงวนเขายายเที่ยง

 โดย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมายืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดชุดเตรียมการชุมนุมตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา นำโดย สุพร อัตถาวงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยต่างๆ

 ก่อนที่จะนำทัพเสื้อแดงบุกเขายายเที่ยงในวันที่ 11 มกราคมนี้ พร้อมทั้งท้าชน เตรียมตัดลวดหนามที่ชาวบ้านบริเวณเขายายเที่ยงนำมาขึงไว้ เพื่อดำเนินคดีข้อหาบุกรุก

 แต่งานนี้ "จตุพร" ประกาศเดินหน้าพร้อมออกมาขู่ หากใครแสดงตนเป็นเจ้าของสถานที่ จะฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติด้วย

 เป้าหมายครั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะเปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณลานหน้าบ้านของ "พล.อ.สุรยุทธ์" ให้ได้ เพื่อโจมตีความอยุติธรรม

 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงหมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการปะทะกันของมวลชนระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดง และชาวเขายายเที่ยง ที่ประกาศห้ามไม่ให้เข้าเหยียบพื้นที่

 แม้เบื้องต้นฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าจะไม่ถึงขั้นรุนแรง จน สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ไม่ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่กำชับให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเฝ้าจับตาตลอดเวลา

 แต่ให้ฝ่ายความมั่นคงระวังกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการให้เกิดการปะทะกันระหว่างเสื้อแดงกับชาวบ้าน

 ล่าสุด พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สมัย "พล.อ.สุรยุทธ์" ออกมาเตือนกลุ่มคนเสื้อแดงว่า อย่าแหย่ชาวบ้าน เหตุเพราะมีชาวบ้านนับหมื่นที่ต้องได้รับความเดือดร้อนด้วย

 ดังนั้นจึงต้องจับตายิ่งว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นไปตามเกมของกลุ่มคนเสื้อแดงวางไว้หรือไม่ ในการระเบิดศึกความรุนแรง เพื่อรับมือการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลให้ได้ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม

 ขณะเดียวกันในยามศึกนอกประชิดตัว ศึกภายในพรรคร่วมรัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ก็ปะทุขึ้นอีกระลอก

 จากผลพวงของการปรับเก้าอี้รัฐมนตรี และความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องจุดยืนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 เพราะนับแต่ วิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุข ไขก๊อกทิ้งเก้าอี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชน ที่ล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวง

 ได้เกิดแรงสวิงกลับมาท้าทายต่ออำนาจของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ ครม.ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎเหล็ก 9 ข้ออย่างเคร่งครัด แม้ว่าภูมิใจไทยจะเล่นเกมยื้อเพื่อช่วยชีวิต มานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไว้ก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทนต่อกระแสสังคมที่กดดันให้พ้นเก้าอี้ต่อไปได้

 ล่าสุดภูมิใจไทยลอยแพ "มานิต" โดยเจ้าตัวได้แถลงตัดสินใจลาออกจาก รมช.สาธารณสุขอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

 หลังจากเกิดการต่อรองภายในระหว่างกลุ่มของ เนวิน ชิดชอบ กับกลุ่มของ สมศักดิ์ เทพสุทิน สองแกนนำพรรค

 นั่นเพราะ "มานิต" อยู่ในโควตาของกลุ่ม "สมศักดิ์" หากตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ ก็กลัวกลุ่มของ "เนวิน" ริบคืนเหมือนเมื่อครั้งบีบให้รมช.เกษตรฯ ในโควตาของกลุ่ม พินิจ จารุสมบัติ ลาออก

 แต่ทว่านาทีนี้ยังมีปัญหาภายในระหว่างกลุ่มของ "สมศักดิ์" เพราะว่ายังตกลงกันไม่ได้เรื่องบุคคลที่เหมาะสมจะมารับช่วงต่อ

 โดยแกนนำกลุ่มอย่าง "สมศักดิ์" เตรียมเสนอ ประศาสตร์ ทองปากน้ำ อดีต ส.ส.สุโขทัย เป็นแคนดิเตคชิงเก้าอี้แทนเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงของตระกูล "เทพสุทิน" ในพื้นที่สุโขทัย

 ขณะที่ "มานิต" เตรียมเสนอชื่อ สมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์ สายมัชฌิมาธิปไตย ขึ้นแทนเพราะสามารถที่จะคอนโทรลได้

 จึงต้องจับตาว่ากลุ่ม "สมศักดิ์" จะตัดสินใจอย่างไร เพราะนาทีนี้ชื่อชั้นของ "ประศาสตร์" มาแรงที่สุด และต้องเร่งให้ทันตามเส้นที่ "อภิสิทธิ์" ขีดเส้นตายไว้

 เนื่องจากมีเงื่อนไขพิเศษ ที่เตรียมนำรายชื่อการปรับเก้าอี้คณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

 ส่วนปมร้อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจาก 3 พรรคร่วม ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และเพื่อแผ่นดิน จับมือยื่นแก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นในมาตรา 190 และที่มาของส.ส.เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว โดยไม่รอประชาธิปัตย์

 ล่าสุดภายในสัปดาห์นี้ 3 พรรคร่วม เตรียมล่ารายชื่อให้ได้ 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา เพื่อยื่นร่างแก้ไขทันที ที่เปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 21 มกราคมนี้

 หากจำนวนเสียงไม่พอเตรียมต่อสายขอแรงผ่านวุฒิสภา ประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชาย "ประภัตร โพธสุธน" อดีตเลขาธิการพรรคชาติไทยช่วยอีกทาง

 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่วางใจสถานการณ์มีการประเมินเป็นระยะเพราะไม่ไว้ใจ บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาที่ออกมาเป็นหัวออกเอง

 เกรงว่าจะเป็นการรับงานจากคนอยู่แดนไกล เพื่อเป้าหมายการนิรโทษกรรม

 แต่หลังจากปชป.ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้ว เห็นว่าหากฝืนกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก็ไม่เกิดประโยชน์

 ที่สำคัญก็ยังมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีทางเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน ทั้งยังไม่มีความพร้อมรับศึกเลือกตั้งเร็วๆ นี้แน่
 สู้ทนอยู่ร่วมกันให้ผ่านพ้นสามเดือนแรกของปีเสือดุไปก่อน บวกกับรอผ่านงบประมาณปี 2554 ในช่วงกลางปีไปให้ได้

 ถึงเวลานั้นค่อย "ยุบสภา" น่าจะดีที่สุด !!!


 บัญชา แข็งขัน