
3ล้านหลังเกษียณ
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน สัปดาห์นี้ มีคำถามจากคุณผู้อ่านที่ส่งมาที่อีเมล [email protected] ค่ะ เป็นคำถามของคุณสุนทร ซึ่งดิฉันได้ขอคำแนะนำจากคุณวีระ ธีรภัทร ผู้ดำเนินรายการ เงินทองต้องรู้
ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 10.00-11.30 น. ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิร์ตซ และทางเว็บไซต์ www.nationradio.co.th ด้วย ดังนั้น ท่านใดที่ต้องการฟังคำแนะนำจากคุณวีระด้วยตัวเอง สามารถคลิกไปฟังย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ หรือจะแวะไปฟังที่บล็อกคุณวีระที่ www.oknation.net/blog/vera เลือกฟังรายการช่วงที่ 3 ของวันที่ 5 มกราคม 2553 ก็ได้ทั้งสองช่องทางค่ะ
ส่วนท่านใดที่ไม่สะดวก ก็สามารถติดตามในคอลัมน์นี้ได้ทุกสัปดาห์ค่ะ และยังเต็มใจรับคำถามจากคุณผู้อ่านทุกช่องทางนะคะ ไม่ว่าจะผ่านอีเมล หรือส่งเป็นจดหมายมาที่ฝ่ายข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ก็สามารถค่ะ
สำหรับคำถามสัปดาห์นี้ เป็นปัญหาของคุณสุนทร ซึ่งให้ข้อมูลมาว่า ปัจจุบัน คุณสุนทรอายุ 56 ปี และเกษียณจากการทำงานแล้ว โดยในขณะนี้มีเงินก้อนอยู่ 3 ล้านบาท มีเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) 4.2 แสนบาท ซึ่งสามารถขายคืนได้ในเดือนธันวาคมปีนี้
คำถามคือ คุณสุนทรต้องการกระจายการลงทุนเพื่อสร้างรายได้แบบเสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนดี จะทำอย่างไรดี โดยให้ทางเลือกระหว่างการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ทำประกันแบบระยะสั้น ซื้อกองทุน ซื้อตั๋วเงิน ฝากประจำหรือลงทุนทำร้านอาหาร โดยคุณสุนทรยังมีงานทำอยู่บ้าง และมีรายจ่ายประมาณ 2 หมื่นบาทต่อเดือน
เรื่องนี้ คุณวีระแยกแยะแบบนี้ค่ะว่า ถ้าคุณสุนทรมีรายจ่ายเดือนละ 2 หมื่นบาท ก็เท่ากับปีละ 2.4 แสนบาท ถ้า 10 ปีก็เกือบ 2.5 ล้านบาท ซึ่งตอนนั้นคุณสุนทรอายุ 66 ปีเท่านั้นเอง แต่เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตแทบจะหมดแล้ว
เพราะถ้าลองตั้งสมมติฐานว่า จะบริหารเงินให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5% ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายๆ ในสถานการณ์นี้ ก็เท่ากับว่า เงิน 3 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนปีละ 1.5 แสนบาท หรือเดือนละ 12,500 บาท ก็ยังไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือนของคุณสุนทรซึ่งอยู่ที่ 2 หมื่นบาท
ดังนั้น ดูเหมือนทางเลือกของคุณสุนทรจะไม่มากนักค่ะ เพราะหากจะบริหารให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็ต้องแสวงหาผลตอบแทนมากกว่า 5% ซึ่งทางเลือกที่ว่า ก็คือ การลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ภายใต้เงื่อนไขว่าราคาต้องเหมาะสมด้วย เช่นเดียวกับการลงทุนในกองทุน ซึ่งก็ต้องเน้นกองทุนที่ลงทุนในหุ้น เพราะกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนกับเงินฝากประจำที่ 1.25-2.00% เท่านั้น
ส่วนที่ไม่แนะนำเลย คือ การทำประกันระยะสั้น เพราะไม่เหมาะสำหรับคนอายุมาก เนื่องจากเบี้ยประกันสูงและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน รวมถึงการลงทุนในตั๋วเงินและเงินฝากประจำที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่การลงทุนทำร้านอาหารในช่วงที่อายุมากแล้ว อาจจะมีความเสี่ยงมากเกินไปและเหนื่อยมากเกินไป ซึ่งสุดท้ายต้องเลือกวิถีที่เหมาะกับตัวเอง
แนวคิดหาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ได้รับการสนับสนุนจากคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดสัดส่วนการลงทุนมาให้ ดังนี้ ค่ะ
สัดส่วน เงินลงทุน ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ ภาษีรายได้ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับต่อปีก่อนหักภาษี (%) รับต่อปีหลังหักภาษี (บาท) ได้รับหลังหักภาษี (%)
หุ้นปันผล 40% 1,200,000 7% 10% 75,600 6.30%
หุ้นพื้นฐาน 20% 600,000 30% 0 180,000 30.00%
หุ้นกู้เอกชน 20% 600,000 3% 15% 15,300 2.55%
กองทุนตลาดเงิน 20% 600,000 0.9% 0 5,400 0.90%
รวม 3,000,000 276,300 9.21%
คุณเผดิมภพ ขยายความว่า จากพอร์ตการลงทุนในรูปแบบดังกล่าว จะสามารถทำให้คุณสุนทรมีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.21% ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และรักษาเงินต้น 3 ล้านบาทไว้ได้ โดยความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
สำหรับหุ้นพื้นฐานดีที่แนะนำ หากหวังเงินปันผล และธุรกิจไม่เสี่ยง เขาแนะนำหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัทโรงไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งผลตอบแทนประมาณ 6-7% ต่อปี แต่จะต้องเสียภาษีเงินปันผล ขณะที่หุ้นที่คาดว่าปีนี้จะให้ผลตอบแทนจากราคาที่เพิ่มขึ้น จะเป็นหุ้นบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน)
“ผมให้น้ำหนักหุ้นปันผลไว้ 40% ส่วนหุ้นพื้นฐานดี 20% ตรงนี้สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้ ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนอายุประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนไม่เกิน 3.00% แต่จะเสียภาษีดอกเบี้ย อันนี้ให้น้ำหนัก 20% ของพอร์ต และสุดท้ายคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นไถ่ถอนได้ทุกวัน ผลตอบแทนประมาณ 0.90% ไม่เสียภาษี ซึ่งให้น้ำหนักที่ 20% เช่นกัน”
เมื่อถามว่า ด้วยวัย 56 ปีของคุณสุนทร ยังสามารถลงทุนในหุ้น ซึ่งว่ากันว่ามีความเสี่ยงสูงได้อยู่อีกหรือ คุณเผดิมภพบอกว่า นั่นไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี หรือหุ้นปันผลที่แข็งแกร่ง เพื่อเก็บกินผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งเท่ากับว่านอกจากจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลแล้ว ยังหวังส่วนต่างของราคาหุ้นจากหุ้นพื้นฐานดีได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ดูเหมือนจะอยู่ที่คำตอบสุดท้ายนั่นคือ มาตรฐานการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร เพราะแน่นอนว่า ชีวิตเมืองกับชีวิตชนบทก็ย่อมไม่เหมือนกัน บางคนยอมรับมาตรฐานชีวิตที่ต่ำกว่ายามมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ บางคนต้องการรักษามาตรฐานเดิมๆ ไว้ ขณะที่บางคนต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น
แต่สำหรับกรณีคุณสุนทร อย่างหนึ่งที่หลายๆ คนพึงตระหนัก โดยเฉพาะคนในวัยหนุ่มสาวที่ยังมีแรงหารายได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากกรณีนี้ก็คือ เงิน 3 ล้านบาทที่หลายคนอาจจะมองว่า มากโข...อาจจะไม่เพียงพอกับทั้งการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ รวมทั้งไม่เพียงพอกับชีวิตที่เหลืออยู่
ดังนั้น รีบเก็บรีบออมวันนี้ เพื่อให้บั้นปลายชีวิตมีทางเลือกที่มากขึ้นและง่ายขึ้น
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



