ข่าว

เงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แท้จริงแล้วมีความเหลื่อมล้ำจริงหรือ ?

เงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แท้จริงแล้วมีความเหลื่อมล้ำจริงหรือ ?

19 ส.ค. 2563

เงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แท้จริงแล้วมีความเหลื่อมล้ำจริงหรือ ?

กรณีที่มีกลุ่มนักเรียนหลายโรงเรียนทั้ง กทม. และต่างจังหวัด ได้ออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามนิ้ว นอกจากนี้ยังมีการผูกโบว์สีขาว  จนเกิดเป็นกระแสเกิดขึ้นในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์การมีสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมของสังคมนั้น

ทั้งนี้จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Watthana Saen-u-dom ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกลายเป็นประเด็นดราม่า หลังเจ้าตัวมีการเสนอให้ยกเลิกการคุ้มครองเด็ก เยาวชนและตัดสิทธิต่างๆ หลังออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อความเท่าเทียม และต่อต้านบุคคล VIP หรืออภิสิทธิ์ชน ทุกรูปแบบในสังคมไทย ตามอุดมการณ์ของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาไทย โดยข้อเรียกร้องที่ให้มีการตัดสิทธิ์มีอยู่หลายหัวข้อ แต่เราจะขอยกหัวข้อเรื่อง ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับสินเชื่อส่วนบุคคล หรือการกู้ยืมทั่วไป มาพูดถึงกัน ซึ่งวันนี้คมชัดลึกออนไลน์ จะมาทบทวนถึงที่มาที่ไป กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เรียกกันว่า กยศ.ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีสวัสดิการที่เอื้อให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาอย่างไรบ้าง

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)  จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 มาจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งกองทุนดังกล่าวเปิดโอกาสให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ได้มีโอกาสในการส่งเสียบุตรหลาน ให้ได้เรียนในสถาบันที่ดีดี เพือให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยากจะศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักได้กู้ยืมเช่นกัน โดยผู้กู้ยืมต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 

ลักษณะที่ 1 ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ 
1.รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท ต่อปี 
2.ศึกษาในระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. ปวส. อนุปริญญาตรี ปริญญาตรี 

ลักษณะที่ 2 ผู้ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก 
1.ไม่จำกัดรายได้ 
2.ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก
ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี 
 

เงื่อนไขการชำระหนี้ 

1.เรียนจบการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว 2 ปี 
นับจากปีที่จบการศึกษาหรือเลิกการศึกษา 
2.หากครบกำหนดชำระหนี้แล้วยังไม่มีงานทำสามารถผ่อนผันได้ 

ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ 
1.ผู้กู้ยืมเงินจะต้องผ่อนชำระหนี้ทุกวันที่ 5 กรกรกฎาคม ของทุกปี 
ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี 

โดยมีอัตราการผ่อนชำระตามตารางดังนี้ 

เงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แท้จริงแล้วมีความเหลื่อมล้ำจริงหรือ ?

โดยผู้ที่กู้ยืมต้องชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยหรือประโบชน์อื่นใดร้อยละ 1 ต่อปี โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ หากเรามองในมุมของการที่ หากนักเรียน หรือ นักศึกษา ไม่ได้รับสิทธิในการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และต้องกู้ยืมเงินหรือสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการศึกษาเองนั้น จะต้องเสียอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจากการตรวจสอบทางเว็บไซต์ของธนาคารออมสิน ธนาคารของทางภาครัฐ  ให้อัตราดอกเบี้ยตามวงเงินกู้ ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี พบว่า 

วงเงินกู้ไม่เกิน 20,000 บาท ร้อยละ MRR-0.75 ต่อปี
วงเงินกู้เกิน 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ร้อยละ MRR -0.25 ต่อปี
วงเงินกู้เกิน 50,000 บาท ร้อยละ MRR+1.25 ต่อปี


ขณะที่สินเชื่อเพื่อการศึกษาของธนาคารไทยพาณิชย์ วงเงินอนุมัติสูงสุด 2 ล้าน ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 60 เดือน อัตราดอกเบีย ร้อยละ 15 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 28.00 ต่อปี ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลไม่มีโครงการที่ช่วยเหลือเยาวชนให้เรียนฟรี หรือเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อให้เยาวชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น