ข่าว

"อภิสิทธิ์"ยันไม่หารายได้เข้ารัฐด้วยอบายมุข

"อภิสิทธิ์"ยันไม่หารายได้เข้ารัฐด้วยอบายมุข

10 ม.ค. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" ยันรบ.ไม่ต้องหารายได้ให้รบ.ด้วยการส่งเสริมให้ปชช.อบายมุข ชี้ปล่อยให้เล่นหวยออนไลน์ได้ไม่คุ้มเสีย แถมลั่นการตัดสินใจครั้งนี้ของรบ.ยึดเอาผลประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง

(10ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลที่จะให้มีการยกเลิกการออกหวยออนไลน์ ว่า  ปัญหาหวยออนไลน์ ตนชี้แจงทำความเข้าใจว่า ตั้งแต่ที่ตนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ว่า  1. ตนไม่ต้องการให้รัฐบาลส่งสัญญาณในเรื่องของการขยายเรื่องของอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าการอำนวยความสะดวกหรือการทำให้การพนัน หรืออบายมุขอื่น ๆ ขยายตัวได้ง่าย โดยเฉพาะการเพิ่มรูปแบบใหม่ ๆเข้าไป เพราะถือเป็นการกระตุ้นสังคม 2. ตนอยากจะให้ระมัดระวังเป็นพิเศษจากแนวคิดที่บอกว่าปัญหาใดก็ตามซึ่งดูจะแก้ไขได้ยาก และเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็ใช้วิธีการทำให้เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายเสีย เพราะวิธีคิดว่าอย่างนี้จะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นแรกว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนขอย้ำว่ารัฐบาลมีจุด คือ ไม่สนับสนุนให้มีการจำหน่ายหวยออนไลน์ เพราะมองว่าไม่ใช่ประเด็นการแก้ไขปัญหาหวยใต้ดิน เนื่องจากอาจจะลดจำนวนผู้เล่นหวยใต้ดินลงได้บ้าง แต่เมื่อเทียบกับคนที่มาเล่นหวยแล้วยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเริ่มหันมาเล่นหวยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อพิสูจน์ดังกล่าวเราสามารถเห็นได้จากในช่วงที่มีการเปิดจำหน่ายหวยบนดิน จำนวนผู้ที่เลนหวยใต้ดินก็ไม่ได้หมดไป ดังนั้นรัฐบาลไม่มีความประสงค์ที่จะหารายได้จากการนำหวยใต้ดินมาเป็นรายได้ของรัฐบาล อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินงานแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด และไม่ได้นิ่งเฉยต่อแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปเจรจากับบริษัทคู่สัญญาว่าจะดำเนินการอย่างไร และสามารถที่จะหาข้อตกลงใหม่มาทดแทนการที่ไม่ต้องออกหวยออนไลน์ได้หรือไม่ และสามารถนำเอาเครื่องออกหวยออนไลน์ที่ได้จัดเตรียมไว้ไปทำเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ซึ่งจากการเจรจาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประกอบกับคณะกรรมการกองสลากได้มีมติ

 นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า ที่สำคัญที่ผ่านมา คือว่าเราเคยมีประสบการณ์มาแล้วกับกรณีของหวยบนดิน ซึ่งได้มีการดำเนินการก่อนหน้านี้ก่อนที่จะมีการชี้ว่าขัดต่อกฎหมาย แต่ก็พบความจริงอย่างหนึ่งครับว่าในช่วงที่มีหวยบนดินนั้น หวยใต้ดินไม่ได้หมดไป ถามว่ามีการลดลงไปบ้างหรือไม่ ซึ่งคงมีการลดลงไปบ้างแต่การลดลงของหวยใต้ดินนั้นเทียบกับปริมาณของคนที่เข้ามาเล่นหวยเทียบกันไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเด็กและเยาวชนนั้นก็มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่าทำให้เด็กและเยาวชนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมาเล่นหวยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะฉะนั้น สมมติว่าเราลดหวยใต้ดินไปได้ 10 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคนที่เข้ามาเล่นหวยเพิ่มเติมจากที่ไม่เคยเล่นมาก่อน มันจะมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ลดลงไปอย่างมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้มันจึงไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเราจะแก้ปัญหาหวยใต้ดินด้วยวิธีนี้หรือไม่ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าถ้าจะทำก็เพียงแต่ว่าเราเสียดายเงินที่อยู่ในระบบหวยใต้ดิน และก็อยากเอาขึ้นมาบางส่วน หรือว่าเป็นช่องทางใหม่ในการเงินรายได้ให้กับรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่าผมอยากจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลนั้นไม่ประสงค์ที่จะรายได้จากสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือจุดยืนที่ได้แสดงมาโดยตลอด

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า 1 ปีที่ผ่านได้มีการพูดถึง เรื่องการตัดสินใจเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งตนได้คุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งท่านปลัดทั้ง 2 ปลัด  ให้ไปช่วยดูหน่อยว่าจะสามารถที่จะเจรจากับคู่สัญญาได้อย่างไรหรือไม่ ว่าสามารถที่จะหาข้อตกลงใหม่มาทดแทนการที่ไม่ต้องออกหวยออนไลน์ ถ้าเขามีการลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์หรือเครื่องต่าง ๆ จะสามารถที่จะเอาเครื่องไปทำเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ และตกลงกันได้หรือไม่ ซึ่งก็มีการเจรจากันมา แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการของกองสลากฯ ก็มีมติว่าจะให้เดินหน้าในเรื่องนี้ และจะแจ้งครม. ทราบต่อไป ตนจึงมาดูว่าถ้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสัญญาอะไรต่าง ๆ ได้ ก็ต้องไปดูในตัวสัญญาว่ามีช่องทางใดที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็ไปพบข้อเท็จจริงว่าในสัญญานั้นเปิดช่องเอาไว้ว่า ถ้าเป็นกรณีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลก็สามารถที่จะเลิกโครงการได้ แต่ต้องมีการชดเชย ด้วยเหตุผลนี้ ตนจึงได้บอกว่าเมื่อไม่สามารถที่จะตกลงหรือหาแนวทางอื่นมาทดแทนได้ ก็น่าที่จะได้พิจารณาให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และจะได้กลับไปเจรจากันใหม่

 " ผมอยากจะเชิญชวนภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาว่า รัฐบาลมีความตั้งใจเช่นนี้เป็นนโยบาย เป็นเป้าหมายในเรื่องของสังคม อยากจะให้ร่วมมือครับ แล้วให้ความเป็นธรรมกับท่านว่าสิทธิหรือประโยชน์ที่พึงจะได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาที่จะต้องมีการชดเชยกัน ถ้าเราสามารถหารูปแบบในการที่จะมาตกลงกันได้ ไม่ต้องมีความขัดแย้ง ไม่ต้องมีการฟ้องร้องกัน รัฐบาลพร้อมให้ความเป็นธรรมเต็มที่ และจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนซึ่งมีความรู้สึกว่าได้รับผลกระทบ เช่น คนที่เคยถูกคัดเลือกว่าจะได้เป็นคนเดินโพย อะไรต่าง ๆ ควรจะมีการหาทางเยียวยาหรือหาทางออกให้กับคนเหล่านี้ด้วย รัฐบาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ เพราะว่าทำเรื่องนี้ก็เพื่อเป้าหมายในเรื่องของสังคม และการส่งสัญญาณที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันครับก็อยากจะเรียนว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ก็จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนในการที่จะหาคำตอบ หาทางออกที่ดีที่สุด และผมเชื่อมั่นครับว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ส่วนรวมได้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง " นายกฯ กล่าว