
มาร์ควอนผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกันตอบสนองเด็ก
นายกฯวอนผู้ใหญ่ช่วยกันตอบสนองฝันของเด็กอยากเห็นผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกัน ศวปถ. สสส. เตือนภัยผู้ปกครอง นำลูกหลานซ้อนกระบะตระเวนเที่ยววันเด็ก เสี่ยงอุบัติเหตุ-บาดเจ็บรุนแรงสูง
เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 8 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจของเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญระบุว่าสิ่งที่เด็กๆอยากได้จากกลุ่มนักการเมือง และผู้ใหญ่ในสังคมมากที่สุด ร้อยละ 59 คืออยากให้ผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกัน รองลงมาขอให้ผู้ใหญ่ช่วยกันทำให้สังคมไทยสงบสุข และขอให้ผู้ใหญ่ช่วยกันพัฒนาประเทศโดยไม่แบ่งฝ่ายว่า ถือเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคน เพราะเราต้องช่วยกัน ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นจากฝ่ายเดียว
"ผมจึงอยากเชิญชวนทุกฝ่ายว่าปีนี้เรามาช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข ซึ่งเด็กก็มีความต้องการในสิ่งนี้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่ช่วยกันตอบสนอง" นายกรัฐมนตรี กล่าว
ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าคงไม่มีใครคิดอยากจะทำอะไรให้เกิดปัญหาความเสียหายให้เกิดกับเด็ก เจ้าหน้าที่ต้องทราบอยู่แล้วและดูแลให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะใช้โอกาสในวันเด็กแห่งชาติ เขียนข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ www.twitter.com เพื่อเปิดเผยข้อมูลบางอย่างของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามและได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
เตือนภัยนำลูกหลานซ้อนกระบะเที่ยววันเด็ก
นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ในช่วงวันเด็ก เป็นวันที่ผู้ปกคอรงจะพาบุตรหลานไปเที่ยวงานวันเด็กตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งภาพที่มักพบเห็นจนชินตา คือ ผู้ปกครองจะนำเด็ก ขึ้นท้ายรถกระบะตระเวนเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ สร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับเด็กที่อยู่บนรถกระบะท้าย แต่สิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนมักมองข้ามคือ คือความปลอดภัยของเด็กที่อยู่ท้ายรถกระบะ เพราะการบรรทุกคนจำนวนมาก โอกาสเสี่ยงต่อการเสียหลักพลิกคว่ำของรถกระบะจะสูงกว่ารถปกติ ซึ่งบทเรียนของเหตุการณ์รถกระบะบรรทุกเด็กๆ จำนวน 19 คน เสียหลักพลิกคว่ำชนต้นไม้ เป็นเหตุให้มีเด็กเสียชีวิตถึง 9 ศพ เมื่อปีที่แล้ว ที่จังหวัดนราธิวาส คงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้เป็นอย่างดี
นพ.ธนะพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่าหากเกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารรถกระบะหลังจะได้รับความรุนแรงจากการบาดเจ็บมากกว่าผู้โดยสารที่นั่งข้างหน้า สอดคล้องกับการศึกษาในอเมริกาที่ยืนยันว่าความเสี่ยงที่ผู้โดยสารกระบะหลังจะเสียชีวิตมีมากกว่าผู้โดยสารตอนหน้าถึง 8 เท่า ซึ่ง 25-50% ของผู้ประสบอุบัติเหตุเกิดจากอุบัติเหตุเสียหลักที่ไม่ได้ชนกับรถคันอื่นๆ
นอกจากนี้ สถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างปี 2545-2550 ระบุว่า อุบัติเหตุจากรถกระบะเกิดขึ้นเป็นลำดับ 3 รองจากรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รถกระบะเป็นรองเพียงรถจักรยานยนต์เท่านั้น เนื่องจากผู้โดยสารรถกระบะหลังเป็นกลุ่มผู้ใช้รถที่ไม่ได้รับการป้องกัน (unprotected road user) เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารกระบะหลังจะพุ่งเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทางไปกระแทกเข้ากับสิ่งต่างๆ ภายในรถ หรือพุ่งไปชนวัตถุข้างทางอื่นๆ เช่น พื้นถนน ข้างทาง เสา ต้นไม้ จึงเกิดความรุนแรงจากการบาดเจ็บมาก
“ ในการขับขี่นั้น มีน้อยคนที่รู้ว่าการบรรทุกคนหรือของบนรถกระบะหลังมากๆ ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเสียหลักหรือพลิกคว่ำมากกว่าปกติ เนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น เมื่อประเมินจากปัจจัยด้านเสถียรภาพของรถแล้ว สามารถประเมินได้ว่า หากมีผู้โดยสารนั่งอยู่บนกระบะหลัง 10 คน น้ำหนักคนละ 60 กิโลกรัม จะทำให้มีโอกาสพลิกคว่ำมากกว่าเดิม 2 เท่า แต่หากผู้โดยสารทั้งหมดยืนขึ้นจะทำให้มีโอกาสพลิกคว่ำมากกว่าเดิมถึง 4 เท่า ซึ่งน่าเป็นห่วงสำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ชินกับการบรรทุกของหนักเป็นประจำ ” นพ.ธนะพงษ์ กล่าว และว่านอกจากผู้ปกครองจะต้องช่วยกันระมัดระวังและดูแลในเรื่องนี้แล้ว คงจะต้องอาศัยบทบาทของตำรวจที่จะช่วยกวดขันรถกระบะที่บรรทุกคนจำนวนมาก ให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อมิให้เกิดเหตุเศร้าสลดในวันเด็กอย่างเช่นปีที่ผ่านมา



