
หวังได้แค่ไหนกัน..รื้อคดี'บอส อยู่วิทยา'
หากดูจากท่าทีของตำรวจและอัยการในคดี"บอส อยู่วิทยา " ที่ผ่านมา คงหวังในการรื้อคดีจนนำมาซึ่งการฟ้องและนำตัวนายบอส มารับโทษ ได้ยาก.. แต่ "ความหวัง"ก็ยังพอมี .."ความหวัง"ที่ว่านั้นจะฝากไว้กับใคร และใช้วิธีใด
ฟังกันไปเรียบร้อยแล้วกับการที่คณะทำงานอัยการ( แต่กลับไร้เงาอัยการสูงสุดและนายเนตร นาคสุข ผู้ที่สั่งไม่ฟ้องคดีนี้)ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงกรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ที่ขับรถชนกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ที่ขี่มอเตอร์ไซด์ตำรวจและทำให้ ด.ต.วิเชียร เสียชีวิต 'หากฟังแล้วไม่คิดตาม' ก็คงเพลินไม่ต้องมีคำถามหรือสงสัยอะไร
จากประเด็นที่อัยการแถลงที่สำคัญ ก็คือ เรื่องโคเคน พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายวรยุทธหรือบอสในข้อหาเสพโคเคน เนื่องจากเมื่ออัยการคณะทำงานตรวจสอบสำนวนคดีแล้วพบว่า จากการตรวจเลือดของนายบอส พบโคเคน กับการสั่งให้พนักงานสอบทำการสอบเพิ่มเติมในข้อหาขับรถประมาททำให้คนตาย เนื่องจากพบพยานหลักฐานใหม่
แต่ก็มีคำถามกับอัยการอยู่ไม่น้อยเหมือนกันว่าเรื่องโคเคนซึ่งเป็น"พยานหลักฐานเดิม" ในสำนวนไม่ใช่หลักฐานใหม่ แล้วทำไมอัยการไม่สั่งฟ้องนายบอส วรยุทธ ในข้อหาเสพโคเคน ตั้งแต่แรกหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องโคเคนหากเห็นว่ายังไม่ชัดเจนพอ
ซึ่งประเด็นนี้อัยการคณะทำงานชี้แจงแทน(นายเนตร ผู้สั่งคดีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวยังไม่เคยชี้แจงใดๆเลยเกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้)ว่า เรื่องโคเคนไม่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น และพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหานี้และบอกว่าเป็น"ผลลวง" ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏชัดเจนและพนักงานสอบสวนบอกว่าเป็น"ผลลวง" ทางอัยการจึงไม่ได้แจ้งข้อหาเสพโคเคน แต่เมื่อปรากฏชัดเจนจากแพทยสภา อัยการจึงแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายบอส ในข้อหาเสพโคเคน
ส่วนประเด็นที่สอง กรณีที่อัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบพยานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับนายบอส ในข้อหาขับรถประมาททำให้คนตาย นั้น โดยให้เหตุผลว่าพบ" พยานหลักฐานใหม่" คือมีพยานปากสำคัญ คือ นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯซึ่งได้รับการว่าจ้างให้หาข้อเท็จจริงเรื่องความเร็วรถพร้อมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งตรวจความเร็วรถของนายบอส พบว่า 177 กม./ ชม. แต่กลับไม่พบข้อมูลนี้ในสำนวนคดี คณะทำงานอัยการจึงมีคำสั่งให้เริ่มต้นสอบสวนคดีนี้ใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 โดยมีนายสธน เป็นพยานหลักฐานใหม่ ในข้อหาขับรถประมาทเฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความเหลืออยู่ 7 ปี
แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีข้อสงสัยจากผู้คนในสังคมว่า นายสธน เป็น"พยานหลักฐานใหม่" หรือ "พยานหลักฐานเก่า"เพราะว่านายสธน ได้รับการว่าจ้างจากกองพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ ให้ไปตรวจสอบความเร็วรถในที่เกิดเหตุ แต่เมื่อนายสธน ทำความเห็นรายงานว่าความเร็วรถ 177 กม.ต่อชม.กลับไม่สนใจที่จะเอาเข้ามาเป็นพยานในสำนวนคดี ทั้งที่กองพิสูจน์หลักฐาน ไปชักชวนนายสธน มาเอง และความเห็นของนายสธน ก็สอดคล้องกับความเห็นของ พ.ต.ท. ธนสิทธิ์ แตงจั่น เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ตรวจสอบความเร็วรถได้ให้การไว้ในตอนแรก ความเห็นของนายสธน ในเรื่องความเร็วรถเงียบหายไปเลย ตำรวจ ก็ไม่สนใจที่จะเอาเข้ามาเป็นหลักฐานในคดี ส่วนอัยการก็ไม่เคยสั่งให้พนักงานสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่ม เกี่ยวกับรายงานความเห็นของนายสธน
ดังนั้นเมื่อมาถึงตอนนี้อัยการ บอกว่าความเห็นนายสธน เป็นพยานหลักฐานใหม่ ก็อาจมีการโต้แย้งจากฝ่ายนายบอส ได้ว่า ไม่ใช่"พยานหลักฐานใหม่"ที่จะนำมารื้อคดีได้
ส่วนเรื่องคำสั่งฟ้องคดีนี้ของอัยการตั้งแต่แรก จนถึงกระทั่งถึงขั้นศาลออกหมายจับนายบอส เพื่อนำตัวมาขึ้นศาลแล้ว อัยการไม่พูดถึงเลย (ซึ่งตามกฎหมายเมื่อสั่งฟ้องแล้ว อัยการต้องนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลเท่านั้น จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่คดีนี้กลับเปลี่ยนเป็นสั่งไม่ฟ้องในภายหลัง ) จึงยิ่งมีคำถามตามมาอีกว่า ที่ผ่านมาเคยมีในคดีอื่นหรือไม่ที่อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว อัยการกลับเป็นไม่ฟ้องในภายหลัง
มาดูฝ่ายตำรวจกันบ้าง ในเรื่องพบสารโคเคนในร่างกายนายบอส ตอนแรกทางตำรวจอ้างว่าได้รับการยืนยันจากหมอฟันว่าสารที่ตรวจพบในร่างกายนายวรยุทธ เป็นยาที่ให้ผู้ต้องหาในการรักษาฟันที่มีส่วนผสมของสารโคเคนอยู่ ทำให้ไม่สั่งฟ้องเรื่องสารเสพติด ซึ่งทำให้เหล่าหมอฟันต้องออกมาชี้แจงว่าประเทศไทยไม่มีการใช้โคเคนในทางทันตกรรมมามากกว่า 100-150 ปีแล้ว ทางตำรวจจึงอ้างว่าข้อมูลที่ได้มาคลาดเคลื่อนเสียอย่างนั้น และบอกว่าจะไปสอบต่อว่าสารโคเคนในร่างกายของนายบอส มีที่มาจากอะไร มาจากการเสพหรือไม่
แต่ปัญหาว่าจะไปสอบได้อย่างใรในเมื่อตามตัวนายบอสยังไม่ได้เลย และเรื่องราวก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้ว
ส่วนเรื่องพยาน 2 ปากคือ นายจารุชาติ มาดทอง และ พล.อ.ท. จักรกฤช ถนอมกุลบุตร มีคำถามว่า..มีพยานหลักฐานใดที่ทำให้เชื่อได้ว่าพยาน 2 คนนี้ อยู่ในที่เกิดเหตุจริงเพราะมีแต่ “คำบอกเล่า” ของพยานเองที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์เป็น"ประจักษ์พยาน" ในคดีนี้
พยานกำลังจะไปที่ไหนในเวลาตี 5 ซึ่งเป็นเวลาเกิดเหตุในคดีนี้, มีธุระอะไรในเวลาตี 5 ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนให้ได้ความชัดเจน ก่อนที่จะรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดเหตุว่าพยาน 2 ปากนี้ เป็น"ประจักษ์พยาน"เห็นเหตุการณ์จริง พนักงานสอบสวนได้ทำแล้วหรือไม่ ไม่ใช่ไปฟังคำบอกเล่าของพยาน 2 ปากนี้ แล้วนำมาเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องหา
และเมื่อพูดถึงพยานปากนายจารุชาติ มาดทอง ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็บอกว่าไม่ใช่"พยานใหม่" เพราะมาให้การเป็นพยานตั้งแต่ 5 วันหลังเกิดเหตุ คำถามคือว่า.. แล้วทำไมตอนนั้นนายจารุชาติ ไม่มีการให้ปากคำในเรื่อง"ความเร็วรถ"ทั้งที่อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์
ต้องรอถึง 7-8 ปี เพื่อจะให้พยานระลึกย้อนหลังไปว่าเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วในขณะเกิดเหตุขับรถด้วยความเร็วเท่าใด หาก “ความเร็ว” เป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดในคดีนี้จริงๆ แล้ว ทำไมพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจึงสั่งฟ้องไปแล้วได้ และทำไมต่อมาพนักงานอัยการผู้อื่นจึงค่อยเตือนสติให้พนักงานสอบสวนไปหาข้อมูลนี้มาเพิ่มหลังเวลาผ่านไป 7-8 ปี ทำไมต้องรอให้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเตือนสติอัยการก่อน แล้วอัยการจึงไปเตือนสติพนักงานสอบสวนอีกที่หนึ่ง
อีกประเด็น ในเรื่องการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องหรือไม่เห็นแย้ง ก็มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจนบัดนี้ที่สังคมจะทนไม่ไหวแล้วนั้น ทั้งนายเนตร กับ พล.ต.ท. เพิ่มพูน ชิดชอบ ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจก็ยังไม่ออกมาชี้แจงอธิบายเหตุผลอย่างเป็นทางการ และเหตุใดผู้บังคับบัญชาจึงไม่สั่งการให้ออกมาชี้แจงเหตุผลด้วยตนเอง แต่กลับให้คนอื่นออกมาอธิบายในสิ่งที่คนทั้งสองนี้ทำลงไป แล้วพยายามมาอธิบายให้สังคมเชื่อ พอโดนถามหนักๆ ในเรื่องการใช้ดุลยพินิจซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ตอบไม่ได้ ก็อ้างว่า ไม่อาจก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของนายเนตรและ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ได้ ก็ถ้าเช่นนี้ทำไมไม่ให้เจ้าตัวออกมาชี้แจงแถลงไขเอง หรือว่าไม่ต้องการให้เจ้าตัวที่เป็นคนสั่งคดีต้องถูกซักถาม มันปกติหรือไม่
เมื่อการใช้ดุลยพินิจเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผิดถูกก็ให้เจ้าตัวอธิบายกันไป เหตุใดจึงต้องเอาความน่าเชื่อถือขององค์กรทั้งองค์กรมาออกรับแทนคนสองคน ทำไมไม่ให้เขาชี้แจงเอง น่าประหลาดหรือไม่
ดังนั้นเมื่อดูจากท่าทีของตำรวจและอัยการในคดีนี้ที่ผ่านมา คงหวังจากสององค์กรนี้ในการรื้อคดีเพื่อนำตัวนายบอสมาลงโทษ ได้ยาก
ความหวังจึงอยู่ที่คณะกรรมการชุดที่นายกฯตั้งขึ้น ซึ่งมีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อนักข่าวถามนายวิชา ว่า คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้สรุปสุดท้ายว่าจะรื้อหรือไม่รื้อคดีนี้ใช่หรือไม่ นายวิชา ตอบว่า เมื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว คดีไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะตั้งหาประโยชน์อะไร มันไม่มีประโยชน์ ก็ต้องทำให้เป็นมรรคเป็นผล
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่รู้ว่าอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ฯทำได้แค่ไหน และตัวนายกฯ เองมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งรื้อคดีนี้ได้หรือไม่
แต่หนทางหนึ่งที่พอมองออกก็คือ ต้องทำให้การสั่งคดีไม่ฟ้องนายบอส ที่ผ่านมา เป็น"โมฆะ" ให้ได้ โดยจะหยิบยกเหตุผลใดขึ้นมาก็แล้วแต่.. จึงจะสามารถรื้อคดีเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ได้
อาจใช้ทฤษฎีกฎหมายที่ว่า “ผลของต้นไม้พิษ ยังไงมันก็เป็นพิษ”
นับจากนี้ไปก็ต้องรอว่า “ ปาฏิหาริย์” จะมีจริงหรือไม่



