ข่าว

 1ตำรวจ1หมู่บ้านเฟส2โครงการฝากบ้านฯ

1ตำรวจ1หมู่บ้านเฟส2โครงการฝากบ้านฯ

07 ม.ค. 2553

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจถึง 2,446 หลัง

 นับว่าทุบสถิติการฝากบ้านสูงสุดในรอบ 10 ปี นับแต่เปิดโครงการมา แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยการฝากบ้านและทรัพย์สินมีค่าในยามที่ต้องละทิ้งบ้านไปหลายวัน

 นั่นหมายความว่า ภาพลักษณ์ของตำรวจเริ่มเป็นบวกในสายตาประชาชน!!

 แนวโน้มเช่นนี้อาจคาดการณ์ได้ว่า ในช่วงวันหยุดยาววันมหาสงกรานต์เดือนเมษายน ที่จะถึงนี้ จะมีประชาชนฝากบ้านไว้กับตำรวจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 5,000 หลัง แน่นอน...

 พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกตำรวจ และเจ้าของโครงการ บอกว่า การเก็บสถิติตัวเลข พบว่ามีประชาชนฝากบ้านไว้กับตำรวจเพิ่มมากขึ้นทุกปี และสถิติที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะบริหารจัดการอย่างไรต่อความหวังที่ประชาชนมีกับตำรวจในการฝากบ้านของพวกเขาให้เราช่วยดูแล จึงมีแนวคิดต่อยอดให้ตำรวจเป็นเจ้าภาพหรือคนกลาง เพื่อนำไปบอกต่อเพื่อนบ้านข้างเคียงช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย

 "ตำรวจจะเป็นเจ้าภาพเข้าไปพูดคุยกับบ้านใกล้เรือนเคียงกับบ้านหลังที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่งเข้าร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ สายตรวจก็จะเข้าไปพูดคุยกับบ้านที่ติดกันทั้งด้านซ้าย ด้านขวา ตรงข้าม และด้านหลัง ประมาณ 2-3 หลัง เพื่อแจ้งว่าบ้านหลังข้างๆ คุณนี้ เขาฝากบ้านไว้กับตำรวจ ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้นะ อยากให้คุณช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ใครเข้ามาขนของในช่วงดังกล่าวไม่ใช่เจ้าของบ้านแน่นอน ตามโครงการเพื่อนบ้านเตือนภัย ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจนั่นเอง" พล.ต.ท.พงศพัศ เผยแผนต่อยอดโครงการ

 พล.ต.ท.พงศพัศ ย้อนถึงความสำเร็จของโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้เฝ้ามองสถิติอาชญากรรมช่วงเทศกาลวันหยุดยาว สงกรานต์-ปีใหม่ พบว่ามีคดีถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ คนร้ายมักฉวยโอกาสเข้ามาลักทรัพย์ขณะที่ประชาชนทิ้งบ้านไปท่องเที่ยวสนุกสนาน พอกลับมาเจอขโมยขึ้นบ้าน สิ่งแรกที่ประชาชนนึกตำหนิคือ ตำรวจ!! จึงต้องคิดโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจที่ช่วยเหลือดูแลประชาชนให้รู้สึกอบอุ่น ครั้งแรกมีคนฝากบ้านน้อยมาก เพราะยังไม่มั่นใจ กลัวตำรวจเอาข้อมูลไปบอกคนร้ายว่าไม่มีคนอยู่บ้าน เพราะช่วงแรกๆ จะประกาศไปเลยว่า บ้านนี้ฝากบ้านกับตำรวจ โดยเอาตู้แดงไปติดไว้หน้าบ้านเลย ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี มีทั้งบอกและไม่บอกว่าบ้านหลังใดฝากบ้านไว้กับตำรวจ

 "บ้านทุกหลังปลอดภัย ประชาชนเริ่มไว้วางใจ คนฝากแล้วฝากอีก ยิ่งตอนหลังฝากบ้านกับตำรวจมากขึ้น ลำพังสายตรวจไม่เพียงพอ ต้องเสริมกำลังจากกองปราบฯ สายสืบ นักเรียนนายร้อยตำรวจ มาช่วย ปีล่าสุดยังรับฝากบ้านที่มีคนแก่อยู่บ้านด้วย เพราะคนสูงอายุไม่อยากไปเที่ยว ส่วนใหญ่ขอเฝ้าบ้าน เป็นการแสดงความไว้วางใจและตำรวจอยากยื่นมือช่วยเหลือ" โฆษกตำรวจ กล่าว 

 ทว่า โครงการนี้ก็เคยถูกลูบคมมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน...พล.ต.ท.พงศพัศเล่าว่า มีบ้านที่เข้าร่วมโครงการของ สน.บางนา ถูกขโมยรถยนต์ที่จอดไว้หน้าบ้าน ซึ่งกรณีนี้ตำรวจรับผิดชอบติดตาม จะไม่ปล่อยให้ลอยนวล 7 วันหลังจากรถหายพบรถถูกจอดทิ้ง แต่เครื่องเสียงหายไป ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติสมัยนั้นควักเงินติดเครื่องเสียงให้ใหม่เลย บทเรียนครั้งนั้นนำมาปรับการทำงานจนถึงวันนี้

 "ตอนโทรศัพท์ไปบอกเจ้าของบ้าน ผมเตรียมใจยอมรับทุกอย่าง แต่เสียงปลายสายที่บอกว่า ไม่เป็นไร หายก็ติดตามกลับมา เชื่อว่าตำรวจเอารถคืนมาได้ เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ผมมักจะบอกว่า ของเขาหายหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ตอบสนองความไว้วางใจของประชาชนให้ได้" พล.ต.ท.พงศพัศบอก

 ทั้งนี้ ผลพลอยได้ของโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจทำให้ต้องเพิ่มสายตรวจและความถี่ในการตรวจตรามากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คนในชุมชนรู้สึกอุ่นใจไปด้วย แถมยังได้ใจจากประชาชนที่ฝากบ้านไว้ เพราะหลังจากตรวจบ้านเสร็จตำรวจต้องโทรศัพท์ไปรายงานความเรียบร้อยให้เจ้าของบ้านทราบด้วย เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นการซื้อใจประชาชน จะกลายเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดกับโครงการต่างๆ ภายในชุมชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 "ในอนาคตผมมีเป้าหมายว่า แต่ละหมู่บ้านจะต้องมีตำรวจหนึ่งนายเป็นคนดูแลความปลอดภัยประจำ ชาวบ้านในชุมชนนั้นต้องรู้จักตำรวจนายนี้ จะไปไหนก็สามารถโทรศัพท์มาบอกได้เลย ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเทศกาลเมื่อไรก็ได้ ทำให้ตำรวจเป็นเสมือนญาติพี่น้องโทรมาฝากได้ตลอด หรือเรียกว่า 1 ตำรวจ 1 หมู่บ้าน" พล.ต.ท.พงศพัศวางนโยบายต่อยอดในอนาคต

 พล.ต.ท.พงศพัศทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญตำรวจต้องมีจิตสำนึกและทัศนคติที่ดีต่อประชาชน เมื่อว่างเว้นจากการเป็นผู้รับแจ้งเหตุก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งเหตุเสียเองด้วย เช่น พบสถานที่รกร้าง เสี่ยงอันตราย ไฟฟ้าดับ กองขยะมีกลิ่นเหม็น ฯลฯ ต้องแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าปัดความรับผิดชอบว่าไม่ใช่ธุระ หากตำรวจทำได้อย่างนี้ รับรองภาพลักษณ์ดีขึ้นแน่นอน