ข่าว

ทนได้สักกี่น้ำ

ทนได้สักกี่น้ำ

08 ม.ค. 2553

คงต้องบอกว่า เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดไม่เลิก สำหรับ “มานิต นพอมรบดี” รมช.สาธารณสุข และพรรคภูมิใจไทย

 เพราะหลังจากเกิดปัญหาการถือหุ้นบริษัทเอกชน ที่ กกต.ส่งเรื่องวินิจฉัย “มานิต" ให้พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรีให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

 ยังต้องมาเจอ “ตอ” ดุ้นเบ้อเร่อ เมื่อ นพ.บรรลุ ศิริพานิช สอบการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุขเข้าให้อีก

 แม้ดูเหมือนด้านหนึ่งจะมองว่าความผิดยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณใดๆ เพียงแค่ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลในขั้นเตรียมการเท่านั้น

 แต่พลันที่พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทบีบให้ วิทยา แก้วภราดัย ต้องไขก๊อกออกจาก รมว.สาธารณสุข เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนตั้งแต่ไก่โห่

 แรงเสียดทานทั้งหลายทั้งมวลก็พุ่งตรงมาที่ "มานิต" และพรรคภูมิใจไทยเป็นจุดเดียว

 เพราะกรณีนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมาเจอเข้ากับทีมตรวจสอบทุจริตที่แข็งปั๋งอย่าง "แพทย์ชนบท" ประสานกับ "นพ.บรรลุ" จึงยิ่งทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องงัดกฎเหล็กมาบังคับใช้อย่างปัจจุบันทันด่วน

 ด้วยหวังผลให้ "มานิต" ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ รมช.สาธารณสุข ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ โทษฐานที่ผลสอบพาดพิงชัดเจนว่าเข้าข่ายพัวพันกับการทุจริต

 แต่กลับกลายเป็นว่า 2 แกนนำพรรคอย่าง “เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” กลับกอดคอทำตามกฎเหล็กของ "อภิสิทธิ์" แบบไม่เต็ม 100% ด้วยการอุ้ม “มานิต” อยู่ในตำแหน่งต่อ

 แถมยังสั่งลุยยื่นหนังสือขอลาพักราชการ 30 วัน โดยไม่คิดให้ลาออก ด้วยอ้างเหตุผลสอบของ "นพ.บรรลุ" ไม่มีหลักฐานชัดว่าเกิดการทุจริตขึ้นแล้ว

 เพียงแค่ "สงสัย" ว่าทุจริตเท่านั้น

 ดังนั้นหากยอมให้ "มานิต" ลาออก ก็เท่ากับยอมรับผิดไปในตัว

 ทางออกที่สรรหามาได้ในตอนแรก จึงกลายเป็นการขอ "ลาพักราชการ" ซึ่งพรรคภูมิใจไทยคิดอยู่ข้างเดียวว่าเป็นการหาทางออกแบบ "วิน-วิน" ด้วยกันทั้งคู่

 ในแง่ของ “มานิต” ก็ได้ในเรื่องสปิริต เพราะเป็นการเปิดทางให้ตรวจสอบโดยไม่มีการใช้ตำแหน่งแทรกแซงกดดัน

 แถมยืดเวลาให้ “มานิต” ได้มีโอกาสชี้แจงหากมีการเปิดอภิปรายในสภา ที่เจ้าตัวเคยร้องขอโอกาสหลายครั้ง นับตั้งแต่ "นพ.บรรลุ" เสนอผลสอบให้นายกฯ

 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะไม่เสื่อมเสียซะทีเดียวนัก ที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎเหล็กกับพรรคร่วมได้เต็มร้อย

 แต่ทว่า...พรรคภูมิใจไทยคิดผิดถนัด เพราะงานนี้ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้คิดเช่นนั้น !!!

 และสัญญาณก็ชัดเจน เมื่อ “อภิสิทธิ์” เลือกที่จะบังคับใช้กฎเหล็กแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยการไม่เซ็นอนุมัติหนังสือขอลาพักราชการ

 แรงกดดันจึงพุ่งกลับมาที่พรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ว่า "ภูมิใจไทย" จะกล้างัดข้อกับประชาธิปัตย์ได้ประมาณไหน

 ความไม่พอใจที่ว่านั้น จะถึงขั้นทำให้กล้าหาญชาญชัย ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลเลยหรือไม่ ???

 หากประเมินจากสถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าด้วยภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือนั้นตกเป็นรองประชาธิปัตย์อยู่หลายขุม

 ฉะนั้นแล้ว ความคิดที่จะตีตัวออกจากสถานะความเป็น "รัฐบาล" นั้น น่าจะยังไม่ถึงเวลา

  เพราะด้านหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่า ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ ยังคาราคาซังเรื่องแก้รัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ

 ดังนั้นควรจะรอแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเสียก่อน เปลี่ยนกติกาเรื่องเขตเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้พรรคเล็กสร้างฐาน ส.ส.เพิ่มขึ้นในอันจะใช้ต่อรองการจับขั้วการเมืองคราวหน้าได้มากกว่านี้

 เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญยังเจอทางตันที่จะแก้ แถมเวลานี้ท่าทีประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นชัดว่าไม่คิดอ่อนข้อให้พรรคร่วมมีอำนาจเหนือกว่า บวกกับผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ภาคอีสานทั้ง จ.สกลนคร จ.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งไปได้ทั้งหมด

 นั่นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระแสเสื้อน้ำเงินของ "เนวิน" ยังชนะใจกระแสเสื้อแดงของ "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" ไม่ได้

 หากภูมิใจไทยจะเสี่ยงปลีกตัวออกไปก่อนในตอนนี้ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ทางการเมือง

 มิหนำซ้ำ "รมช.สาธารณสุข" ก็ไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีเกรดเอ ที่ควรค่าแก่การประลองกำลังในเวลานี้ เพราะจะว่าไปแล้ว ภูมิใจไทยยังสามารถเสวยสุขได้มากกว่าการจับขั้วพรรคเพื่อไทยที่ต้องถูกกดโดย "อดีตนายใหญ่"

 ดังนั้นเมื่อดีดลูกคิดดูแล้ว “ภูมิใจไทย” น่าจะต้องหาทางออกใหม่ เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ทางการเมืองมากที่สุด

 และทางหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ คือ การจำยอมเปลี่ยนตัว "รมช.สาธารณสุข" ในนาทีสุดท้าย เพื่อยื้อเวลาเสวยสุข ทั้งจากการโครงการเมกะโปรเจกท์จากกระทรวงคมนาคม และจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 อีกทั้งการให้ "มานิต" อยู่ในตำแหน่ง ก็รังแต่จะถูกกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจากประชาธิปัตย์ กระแสสังคม รวมถึงแรงบีบจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข

 ถามคำเดียวว่า "จะทนได้สักกี่น้ำ" ??? 


 เกศิณี แตงเขียว