
ทนได้สักกี่น้ำ
คงต้องบอกว่า เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดไม่เลิก สำหรับ มานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข และพรรคภูมิใจไทย
เพราะหลังจากเกิดปัญหาการถือหุ้นบริษัทเอกชน ที่ กกต.ส่งเรื่องวินิจฉัย “มานิต" ให้พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรีให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ยังต้องมาเจอ “ตอ” ดุ้นเบ้อเร่อ เมื่อ นพ.บรรลุ ศิริพานิช สอบการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุขเข้าให้อีก
แม้ดูเหมือนด้านหนึ่งจะมองว่าความผิดยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณใดๆ เพียงแค่ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลในขั้นเตรียมการเท่านั้น
แต่พลันที่พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทบีบให้ วิทยา แก้วภราดัย ต้องไขก๊อกออกจาก รมว.สาธารณสุข เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนตั้งแต่ไก่โห่
แรงเสียดทานทั้งหลายทั้งมวลก็พุ่งตรงมาที่ "มานิต" และพรรคภูมิใจไทยเป็นจุดเดียว
เพราะกรณีนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมาเจอเข้ากับทีมตรวจสอบทุจริตที่แข็งปั๋งอย่าง "แพทย์ชนบท" ประสานกับ "นพ.บรรลุ" จึงยิ่งทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องงัดกฎเหล็กมาบังคับใช้อย่างปัจจุบันทันด่วน
ด้วยหวังผลให้ "มานิต" ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ รมช.สาธารณสุข ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ โทษฐานที่ผลสอบพาดพิงชัดเจนว่าเข้าข่ายพัวพันกับการทุจริต
แต่กลับกลายเป็นว่า 2 แกนนำพรรคอย่าง “เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน” กลับกอดคอทำตามกฎเหล็กของ "อภิสิทธิ์" แบบไม่เต็ม 100% ด้วยการอุ้ม “มานิต” อยู่ในตำแหน่งต่อ
แถมยังสั่งลุยยื่นหนังสือขอลาพักราชการ 30 วัน โดยไม่คิดให้ลาออก ด้วยอ้างเหตุผลสอบของ "นพ.บรรลุ" ไม่มีหลักฐานชัดว่าเกิดการทุจริตขึ้นแล้ว
เพียงแค่ "สงสัย" ว่าทุจริตเท่านั้น
ดังนั้นหากยอมให้ "มานิต" ลาออก ก็เท่ากับยอมรับผิดไปในตัว
ทางออกที่สรรหามาได้ในตอนแรก จึงกลายเป็นการขอ "ลาพักราชการ" ซึ่งพรรคภูมิใจไทยคิดอยู่ข้างเดียวว่าเป็นการหาทางออกแบบ "วิน-วิน" ด้วยกันทั้งคู่
ในแง่ของ “มานิต” ก็ได้ในเรื่องสปิริต เพราะเป็นการเปิดทางให้ตรวจสอบโดยไม่มีการใช้ตำแหน่งแทรกแซงกดดัน
แถมยืดเวลาให้ “มานิต” ได้มีโอกาสชี้แจงหากมีการเปิดอภิปรายในสภา ที่เจ้าตัวเคยร้องขอโอกาสหลายครั้ง นับตั้งแต่ "นพ.บรรลุ" เสนอผลสอบให้นายกฯ
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะไม่เสื่อมเสียซะทีเดียวนัก ที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎเหล็กกับพรรคร่วมได้เต็มร้อย
แต่ทว่า...พรรคภูมิใจไทยคิดผิดถนัด เพราะงานนี้ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้คิดเช่นนั้น !!!
และสัญญาณก็ชัดเจน เมื่อ “อภิสิทธิ์” เลือกที่จะบังคับใช้กฎเหล็กแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยการไม่เซ็นอนุมัติหนังสือขอลาพักราชการ
แรงกดดันจึงพุ่งกลับมาที่พรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ว่า "ภูมิใจไทย" จะกล้างัดข้อกับประชาธิปัตย์ได้ประมาณไหน
ความไม่พอใจที่ว่านั้น จะถึงขั้นทำให้กล้าหาญชาญชัย ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลเลยหรือไม่ ???
หากประเมินจากสถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าด้วยภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือนั้นตกเป็นรองประชาธิปัตย์อยู่หลายขุม
ฉะนั้นแล้ว ความคิดที่จะตีตัวออกจากสถานะความเป็น "รัฐบาล" นั้น น่าจะยังไม่ถึงเวลา
เพราะด้านหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่า ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ ยังคาราคาซังเรื่องแก้รัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ
ดังนั้นควรจะรอแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเสียก่อน เปลี่ยนกติกาเรื่องเขตเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้พรรคเล็กสร้างฐาน ส.ส.เพิ่มขึ้นในอันจะใช้ต่อรองการจับขั้วการเมืองคราวหน้าได้มากกว่านี้
เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญยังเจอทางตันที่จะแก้ แถมเวลานี้ท่าทีประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นชัดว่าไม่คิดอ่อนข้อให้พรรคร่วมมีอำนาจเหนือกว่า บวกกับผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ภาคอีสานทั้ง จ.สกลนคร จ.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งไปได้ทั้งหมด
นั่นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระแสเสื้อน้ำเงินของ "เนวิน" ยังชนะใจกระแสเสื้อแดงของ "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" ไม่ได้
หากภูมิใจไทยจะเสี่ยงปลีกตัวออกไปก่อนในตอนนี้ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ทางการเมือง
มิหนำซ้ำ "รมช.สาธารณสุข" ก็ไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีเกรดเอ ที่ควรค่าแก่การประลองกำลังในเวลานี้ เพราะจะว่าไปแล้ว ภูมิใจไทยยังสามารถเสวยสุขได้มากกว่าการจับขั้วพรรคเพื่อไทยที่ต้องถูกกดโดย "อดีตนายใหญ่"
ดังนั้นเมื่อดีดลูกคิดดูแล้ว “ภูมิใจไทย” น่าจะต้องหาทางออกใหม่ เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ทางการเมืองมากที่สุด
และทางหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ คือ การจำยอมเปลี่ยนตัว "รมช.สาธารณสุข" ในนาทีสุดท้าย เพื่อยื้อเวลาเสวยสุข ทั้งจากการโครงการเมกะโปรเจกท์จากกระทรวงคมนาคม และจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งการให้ "มานิต" อยู่ในตำแหน่ง ก็รังแต่จะถูกกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจากประชาธิปัตย์ กระแสสังคม รวมถึงแรงบีบจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข
ถามคำเดียวว่า "จะทนได้สักกี่น้ำ" ???
เกศิณี แตงเขียว



