
"แม่นมอมทุกข์" แผลงฤทธิ์
ผลการประชุม "คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์" ที่มีมติเลือก "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ส.ส.นครศรีธรรมราช และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มาดำรงตำแหน่ง "รมว.ศึกษาธิการ" และสลับให้ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" จาก "รมว.ศึกษาธิการ" ไปเป็น "รมว
ท่ามกลางกระแสข่าว "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรค "หักหน้า" หัวหน้าพรรค "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี
เพราะผลที่ออกมาถือว่า "เด็กกลุ่มก๊วนสุเทพ" ได้ดี
ไม่ว่าจะเป็น "ชินวรณ์" หรือ "วิทยา แก้วภราดัย" อดีต รมว.สาธารณสุข ที่แม้จะตกชั้น "รัฐมนตรี" แต่ก็ได้เก้าอี้ "ประธานวิปรัฐบาล" มาปลอบใจ
และต้องยอมรับว่า "คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่" 19 คน มีคนของ "สุเทพ" อย่างน้อยเกินครึ่งหนึ่ง หรืออาจจะ 10 คนขึ้นไป
คำพูดของ "นิพิฏฐ์" ที่ระบุว่า "หากให้กรรมการบริหารพรรคมีอำนาจโหวตเลือกคนเหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรี ผมไม่มีวันได้เป็นรัฐมนตรี จะกี่ร้อยครั้งก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้มันมีสาเหตุ แต่ไม่ขอพูดจะดีกว่า ส่วนวิธีการเลือกรัฐมนตรี อยากให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนเสนอโดยไม่ต้องผ่านการโหวต"
ดังนั้นคำพูดของ "นิพิฏฐ์" สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เกินกว่า 10 คน เป็นคนของ "สุเทพ"
เห็นได้จากการเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมเป็น "รัฐมนตรี" 5 คน ให้คณะกรรมการบริหารพรรคคัดเลือก อันได้แก่ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ", "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ", "จุติ ไกรฤกษ์", "องอาจ คล้ามไพบูลย์" และ "เฉลิมชัย ศรีอ่อน"
ผลการลงมติ "ชินวรณ์" ได้ 9 คะแนน "จุติ" ได้ 6 คะแนน "นิพิฏฐ์" 1 คะแนน ขณะที่ "องอาจ" และ "เฉลิมชัย" ได้ 0 คะแนน
เสียงที่สนับสนุน "ชินวรณ์" ส่วนใหญ่เป็นสาย "สุเทพ" ยังคงเลือก "ชินวรณ์" และการนำชื่อ "ชินวรณ์" เข้าสู่ที่ประชุม ส.ส.พรรคอีกครั้งก็เป็นเพียงให้การรับรองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์หลายคนเห็นว่า ถ้านำรายชื่อทั้ง 5 คน เข้าสู่การพิจารณาของ ส.ส.พรรค เพื่อลงมติคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเป็น "รัฐมนตรี" เชื่อว่า "นิพิฏฐ์" มีสิทธิได้ตำแหน่ง "รัฐมนตรี" ในครั้งนี้สูง
เนื่องจากการทำงานของ "นิพิฏฐ์" เข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคหลายคน ไม่ว่าจะเป็น "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค, "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค
ดังนั้นการที่ "ผู้ใหญ่" ในพรรคจะอภิปรายสนับสนุนผลงานของ "นิพิฏฐ์" ให้ที่ประชุมส.ส.เห็น ก็จะทำให้ "นิพิฏฐ์" มีโอกาสได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมากทีเดียว
เพราะที่ผ่านมาบทบาทและจุดยืนการทำงานการเมืองของ "นิพิฏฐ์" มีการแสดงออกชัดเจนทั้งเรื่องงานในสภาในฐานะ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" รวมถึง "การอภิปราย" ในเรื่องต่างๆ หรือแม้กระทั่งการลุกขึ้นปกป้องพรรคหรือหัวหน้าพรรคก็มีความชัดเจนกว่าสมาชิกคนอื่น
นอกจากนี้สมาชิกหลายคนก็เชื่อว่าส่วนตัว "อภิสิทธิ์" ก็ชื่นชอบ "นิพิฏฐ์" เนื่องจากมีลักษณะเล่นการเมืองแบบ "ชวน หลีกภัย" มีความเป็นสมถะ ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่ครหาทางการเมือง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และบ่อยครั้งในสภา "นิพิฏฐ์" มักจะลุกขึ้นอภิปรายปกป้อง "อภิสิทธิ์" จากฝ่ายค้านอย่างสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่เสมอ
ที่สำคัญ "นิพิฏฐ์" เป็นนักการเมืองได้ด้วยตัวเองไม่ใช่ "เด็กใคร" โอกาสจะไปพินอบพิเทาใครจึงทำไม่ได้
แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็น "จุดอ่อน" อย่างหนึ่ง เพราะการเล่นการเมืองในยุคปัจจุบันต้องมีกลุ่มก๊วนจึงจะมีโอกาสก้าวหน้า
โดยเฉพาะ "นิพิฏฐ์" แม้จะมีผลงานในสภาโดดเด่นแต่ "ไม่เข้าตา" เลขาธิการพรรคอย่าง "แม่นมอมทุกข์" สุเทพ เทือกสุบรรณ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาภายในพรรค "อภิสิทธิ์" ได้มอบให้ "แม่นม" สุเทพ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะยามที่พรรคเป็นฝ่ายค้านส.ส.ไม่มีงานทำ "สุเทพ" เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องภายในพรรคทั้งหมด
ถึงคราวพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลถือเป็นเวลาทดแทนสิ่งที่ "สุเทพ" เสียไป
จึงไม่แปลกที่ "อภิสิทธิ์" และ "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์ต้องนั่ง "น้ำท่วม" กับมติพรรคในการคัดเลือก "รัฐมนตรี" ในครั้งนี้
และตัว "นิพิฏฐ์" เองก็รู้สภาพของตัวเองดีและต้องยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น
การที่ "นิพิฏฐ์" ออกมาให้สัมภาษณ์น้อยใจล่าสุดทำนอง "อาจยุติบทบาททางการเมือง" ถือว่า "ไม่คุ้ม" เป็นการ "ปิ้งปลาประชดแมว"
เพราะสิ่งหนึ่งที่ "นิพิฏฐ์" อาจจะลืมไปว่า "ภาคใต้" โดยเฉพาะ จ.พัทลุง ยังถือเป็นพื้นที่ของ "พรรคประชาธิปัตย์" จึงเหมือนที่ฝ่ายค้านเคยออกมาพูดแบบประชดประชันบ่อยๆ ว่า "เอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ชนะ"
ดังนั้น "นิพิฏฐ์" ทำได้ตอนนี้เพียงแค่ตีโพยตีพายให้สังคมรู้เท่านั้นว่า "แม่นมอมทุกข์" ได้ทำอะไรให้คนในพรรคอึดอัดใจกันบ้าง !
สมถวิล เทพสวัสดิ์



