
ขรก.สธ.รับจุรินทร์ชี้นำฝ่าวิกฤติได้
"หมอไพจิตร์" เผยข้าราชการ สธ.พร้อมรับ จุรินทร์ รมว.คนใหม่ ชี้มีภาวะผู้นำพา สธ.ฝ่าวิกฤติได้ พท.เล็งยื่น"ปปช.-ดีเอสไอ"สอยรัฐบาลปรับครม.หนีซักฟอก "เฉลิม"แนะ พท.เลื่อนซักฟอก-บ่มกระแสรอพรรคร่วมร้าว โภคินเตือนแก้รธน.อย่าอคติ
เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะมาดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุขคนใหม่ว่าชาว สธ.รู้สึกดีใจที่จะได้รมว.สาธารณสุขคนใหม่ที่เป็นคนมีความซื่อสัตย์ มือสะอาด เป็นนักบริหาร เพราะขณะที่นายจุรินทร์ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้รับความพึงพอใจจากประชาชนสูงสุด แสดงถึงการบริหารงานที่เก่ง
นอกจากนี้ในอดีตก็เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.สาธารณสุข สมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งคิดว่าน่าจะรับรู้ระบบการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างดี มั่นใจว่าจะมาเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ และสามารถทำให้กระรวงฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ รวมทั้งเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนได้
เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่เพราะช่วงนี้ รมช.สาธารณสุขก็ลาราชการ ยังไม่มีรัฐมนตรีเข้ามาดูแล ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในตัวระบบนั้นมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ 2 แสนคนทำงานอยู่แล้ว ทำให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถอยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่า ช่วงนี้ข้าราชการขวัญหนีดีฝ่อ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ทุกคนก็กำลั้งใจดี เพราะความจริงก็คือความจริง ดังนั้นตนยังเชื่อมั่นว่าบุคลากรสาธารณสุขทุกคนเต็มใจที่จะให้บริการประชาชนอย่าแล้ว ถ้าทุกคนยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มั่นใจว่าประชาชนจะรักเรา เมื่อถามถีงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนโครงการไทยเข้มแข็ง โดยให้ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เป็นประธาน นพ.ชาตรี กล่าวว่า คงต้องรอให้ ป.ป.ช.ขอข้อมูลมายังกระทรวงก่อน ว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง
พท.เล็งยื่น"ปปช.-ดีเอสไอ"สอยรัฐบาลปรับครม.หนีซักฟอก
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ในฐานะอดีตรมช.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีการปรับย้ายรัฐมนตรีในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังส่อให้เห็นถึงการมีหลายมุ้ง การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการฟอกตัวให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาแต่ยืนยันว่ามันหลีกหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการชุดของนพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้มูลความผิดมาแล้วก็อยากให้นายกรัฐมนตรีรีบส่งฟ้องไปยังดีเอสไอและปปช.โดยด่วน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
"เด็กมาร์ค"ยันปรับครม.ไม่เกี่ยวหนีซักฟอก
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปรับครั้งนี้จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่มีการกล่าวหาว่าหนีการอภิปราย แต่เกี่ยวกับเรื่องของประโยชน์ของประชาชน เพราะหากว่ากระทรวงว่างเว้นการมีรัฐมนตรีแล้วอาจทำงานกระทรวงนั้นๆชะงักได้" นายเทพไท กล่าวชี้แจง
ย้ำกฎเหล็กยังได้ผลชี้"มาร์ค"ให้"มานิต"จัดการตัวเอง
นายเทพไท กล่าวถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ระบุว่า กฎเหล็ก 9 ข้อ ใช้เฉพาะกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า กฎเหล็ก 9 ข้อ ของรัฐบาล ถือว่า ยังศักดิ์สิทธิ์ และยังขลังอยู่ แต่บทที่จะพิสูจน์ว่า มากน้อยแค่ไหนต้องใช้เวลา ต้องดูผลสรุปและบทสุดท้ายว่าจะจบอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ขอลาพัก 30 วัน แต่นายกฯไม่อนุมัตินั้น นายเทพไท กล่าวว่า นายกฯยืนยันว่า ให้นายมานิตจัดการกับตัวเองก่อน หากทำไม่ได้นายกฯก็จะเป็นผู้จัดการให้ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ เพราะนายกฯมีอำนาจในการปลด แต่งตั้ง และปรับ และนายกฯมีสิทธิ์ที่จะบอกหรือไม่บอกก็ได้
"เฉลิม"แนะพท.เลื่อนซักฟอก-บ่มกระแสรอพรรคร่วมร้าว
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย มองว่า การเสนอรายชื่อปรับคณะรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพียงการแก้ปัญหาภายในพรรคเพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลมีปัญหาทุจริตมากทั้งในกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ
ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะปรับ ครม.หนีการอภิปรายฯของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็จะแก้ด้วยการมุ่งเน้นอภิปรายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก
“เรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้ ถ้าถามผมก็เห็นว่าไม่ควรจะเร่งรีบยื่นอภิปราย แต่เราเตรียมข้อมูลให้สมบูรณ์แบบทุกด้าน และควรปล่อยให้ระหว่างนี้ ประชาชาธิปปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะกันเองไปก่อน ไม่ควรใจร้อน ผมจะเสนอความเห็นนี้ต่อพรรค โดยน่าจะเรียกรปะชุมเพื่อเตรียมการอภิปรายอีกทีหลังการเลือกตั้งซ่อม “ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงการสรรหาผู้นำฝ่ายค้านว่า ต้องถามว่า คนที่พูดเหน็บแนมว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งก่อนพรรคเพื่อไทยใส่ชื่อตนไปแล้วแผ่นดินทรุดหรือไม่ ส่วนครั้งนี้ก็แล้วแต่มติพรคจะเสนอชื่อใคร
พท.ไม่หวั่นปปช.จ้องฟัน สส.รับของขวัญปีใหม่
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส. ลพบุรี รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)นี้ ระบุว่า การรับของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาทของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในงานเลี้ยงปีใหม่ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม มาตรา 103 ว่า ยอมรับว่าตนอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะรับหน้าที่เป็นพิธีกร ซึ่งมีการจับสลากมอบของขวัญกันจริง ซึ่งของขวัญบางชิ้น เช่น โน้ตบุ๊ค อาจเป็นของรางวัลที่มีมูลค่ามาก แต่ของขวัญที่จับสลากนั้นไม่ได้มอบให้เฉพาะส.ส.ของพรรค แต่ได้จับสลากแจกให้กับทุกคนที่ไปร่วมงานรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของพรรค เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ซึ่งถือเป็นการสังสรรค์วันปีใหม่ ไม่ใช่มอบให้ด้วยความเสน่หา หากดูตามกฎหมายหากมีความผิดต้องเป็นกรณีให้ของเท่ากันทุกคน
นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามีการแจกรางวัลใหญ่ในงานคือรถยนต์กระบะวีโก้ ให้แก่นายวิวัฒน์ไชย โหตระไวษยะ ส.ส.ศรีสะเกษ โดยมีพ.ต.ท..ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยาน และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นผู้มอบจับสลากมอบนาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลิปเป้ ให้กับนางนฤมล ธารดำรงค์ ส.ส.สมุทรปราการ นั้นตนเพียงพูดเพื่อเชิญชวนให้ร่วมสนุกจนกว่าจะจบงานเท้านั้น แต่ไม่มีการแจกของให้อย่างที่พูด อย่างไรก็ตามถ้าป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบตนก็มั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้
ด้านนายวิวัฒน์ไชย กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับสิ่งของอะไรอย่างที่มีกระแสข่าวออกมา ต้องชี้แจงว่าในระหว่างงานเลี้ยงปีใหม่ของพรรค มีการพูดแซวในทำนองว่ามีรางวัลใหญ่อย่างที่เป็นข่าว แต่ตนยืนยันว่าไม่มีการแจกของแต่อย่างใด ตนพร้อมชี้แจงหากมีข้อติดใจสงสัย
นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโยสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากดูตามรูปการณ์แล้ว การจัดงานเลี้ยงปีใหม่ของพรรคเพื่อไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนาน และเป็นการแลกเปลี่ยนของรางวัลกันเองระหว่างส.ส.เท่านั้น จึงไม่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามป.ป.ช.กล่าวหาว่าเป็นการรับของจากผู้อื่น
“โภคิน”เตือนแก้รธน.“อย่าอคติ”
นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่แต่ละฝ่ายจะตั้งใจแก้ประเด็นไหน และแก้ไขแค่ไหน ทั้งนี้ต้องดูต้นเหตุของปัญหาก่อนที่จะแก้ไขในเรื่องนั้นๆด้วย ตัวอย่างเช่น ตอนมีรัฐธรรมนูญ 40 แม้มีข้อดีเรื่องสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่ก็มีจุดอ่อน
นายโภคิน กล่าวว่า ตอนนั้นตนและนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองและกฎหมาย ก็พยายามชี้ให้เห็นปัญหา เช่น การตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ยาก เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญมาเรื่อยๆก็พบปัญหาดังกล่าวขึ้นจริง ตนและทุกพรรคการเมืองได้ออกทีวีพร้อมกันและทุกพรรคเห็นพ้องว่า ต้องแก้ไขให้ตรวจสอบฝ่ายบริหารง่ายขึ้น และฝ่ายการเมืองไม่ต้องยุ่งกับองค์กรอิสระ รวมถึงอะไรที่ไม่ชัดเจนก็ต้องตัดออก ตอนนั้นเมื่อทุกพรรคเห็นพ้องกัน 4-5 เรื่องใหญ่ๆก็สามารถแก้ไขได้เลย ไม่ต้องรออะไร แต่สุดท้ายก็เกิดการรัฐประหารก่อน และมีการร่างรัฐธรรมนูญ 50
ทั้งนี้ การเมืองไทยตลอดมา เมื่อมีการยึดอำนาจได้ ก็มีการแก้รัฐธรรมนูญกันไปอีกแบบหนึ่งสุดโต่งไปมา หลักการทางรัฐธรรมนูญจึงไม่นิ่ง ปัญหาก็สะสม แต่เดิมจะเห็นว่า เป็นปัญหาสะสมเชิงองค์กร เช่น นายกฯจะให้มาจากไหนแน่ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อทั้งฉบับ 40 และ 50 มีปัญหาทั้งคู่ ถึงเวลาจะมายกเครื่องกันใหม่หรือยัง นายโภคิน กล่าวว่า ขณะนี้ตนอยากให้ทุกฝ่ายละทิฐิ มองกันยาวๆ และไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดจะตอบสนองฝ่ายใดได้ดีที่สุด เพียงแต่ต้องตอบสนองต่อหลักการ และการใช้การตีความขององค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้อง ต้องทำอย่างมีสปิริต เป็นไปตามตามหลักนิติรัฐที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่พูดกันหรือทำกันแบบไม่เข้าใจ เมื่อฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยปราศจากอคติ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น
ส่วนฝ่ายการเมืองจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะ 2 หรือ 6 ประเด็น แล้วจะทำให้การเมืองดีขึ้นหรือไม่นั้น ต้องมองว่า กติกาที่มีอยู่เป็นไปตามหลักการหรือไม่ แต่ตอนนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มองแบบอคติ เมื่อไม่ชอบก็ยกเหตุผลมาคัดค้าน ส่วนนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญที่หลังๆไม่ค่อยกล้าออกมาให้แง่คิดต่อสังคมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากนัก เพราะตอนนี้ความขัดแย้งในบ้านเมืองลงลึกมาก จากเดิมที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ตอนนี้อาจจะไม่กล้าออกมา เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมา ก็กลัวว่าจะถูกฝ่ายคัดค้านต่อต้านเช่นกัน
เมื่อถามว่า หากนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้จะช่วยคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้หรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า ก็เป็นเหตุผลของแต่ละฝ่ายที่ยกมาสู้กัน ฝ่ายที่ไม่ชอบฉบับ 40 พอมีคนชูประเด็นว่า จะนำฉบับ 40 กลับมา ก็อ้างว่า พวกนี้ต้องการนำกลับมาช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตนมองว่า สำหรับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ สังคมมองว่า เมื่อมีการยึดอำนาจแล้วคณะทหารตั้งกรรมการไปตรวจสอบ อย่างนี้ยอมรับกันว่าเป็นธรรมหรือไม่ ถ้ายอมรับว่าเป็นธรรม เรื่องก็จบ แต่ถ้าไม่ยอมรับว่าเป็นธรรม ก็มีกระบวนการที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้
เมื่อถามว่า มองวิกฤตการเมืองขณะนี้อย่างไร นายโภคิน กล่าวว่า ก็เห็นอย่างที่ทุกคนเห็น แต่ตนอยากให้สังคม ละอคติ ละทิฐิต่อกันให้ได้มากที่สุด และเมตตา ให้อภัยกันให้มาก ไม่เช่นนั้นสังคมจะอยู่ไม่ได้ แต่ตอนนี้ ไม่ว่าประเด็นใดก็มีทิฐิกันหมด ทุกเรื่องจึงกลายเป็นเรื่องขึ้นมาหมด ส่วนกรณีปัญหาความรับผิดชอบทางการเมืองรมช.สาธารณสุขกับ กฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ ตนไม่ขอวิจารณ์



