ข่าว

คลังแตะเบรกแบงก์รัฐอัดสินเชื่อรอดูท่าทีแบงก์พาณิชย์

คลังแตะเบรกแบงก์รัฐอัดสินเชื่อรอดูท่าทีแบงก์พาณิชย์

07 ม.ค. 2553

คลังชะลออัดสินเชื่อผ่านแบงก์รัฐ รอดูผลการปล่อยกู้ของแบงก์พาณิชย์ก่อน ระบุไม่ต้องการแข่งขันกับเอกชนมากเกินไป เดินหน้าโครงการฟาสต์แทรค หลังประสบความสำเร็จเปิดทางรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงิน

 นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยหลังเรียกประชุมผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจ 6 แห่งของรัฐ เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายที่ชัดเจนและยังไม่มีการวางเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2553 ของแบงก์รัฐ โดยจะรอผลการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมของธนาคารพาณิชย์เอกชนอีกระยะหนึ่งว่าเข้าสู่ภาวะปกติหรือยัง เพื่อไม่ให้ธนาคารของรัฐแข่งขันปล่อยสินเชื่อกับภาคเอกชนมากเกินไป

 ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาแบงก์เอกชนไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ จึงต้องให้แบงก์รัฐทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อแทน ซึ่งก็ทำได้ดีมาก ส่วนในปี 2553 นี้ แบงก์รัฐทั้ง 6 แห่งก็ได้เสนอแผนสินเชื่อมาให้พิจารณาแล้ว แต่ขอเวลาพิจารณาอีกระยะว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร

 “เราคงต้องติดตามกันเดือนเว้นเดือนว่า แบงก์เอกชนเขาปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติหรือยัง เพราะเราไม่ต้องการให้แบงก์รัฐไปแข่งปล่อยสินเชื่อกับแบงก์เอกชน เราจะใช้แบงก์รัฐก็เมื่อมีความจำเป็น" นายประดิษฐ์กล่าว

 สำหรับผลอนุมัติการปล่อยสินเชื่อ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจ ณ สิ้นปี 2552 นั้น มีสัดส่วนถึง 26% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ หรือ ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนในปีก่อนหน้าประมาณ 6% และสูงกว่าเป้าหมาย 127%  มียอดการเบิกจ่ายจริง 1.09 ล้านล้านบาท หรือ สูงกว่าเป้าหมาย 118% มีผู้ได้รับประโยชน์จากสินเชื่อนี้ถึง 5 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อที่ปล่อยผ่านโครงการฟาสต์แทรค จำนวน 1 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้า 168%  มียอดเบิกจ่ายจริง 7.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 114% มีผู้ได้รับประโยชน์ 7 แสนราย ทั้งหมดนี้ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ 0.17% ต่อจีดีพี

 ทั้งนี้ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ธพว.)ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(บสย.)

 “ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟาสต์แทรคนั้น ที่ประชุมเห็นว่า ควรเดินหน้าต่อ เพราะเห็นว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์ โดยแบรนด์ของโครงการนี้ ถือว่า ติดตลาดแล้ว ประชาชนก็เข้าช่องทางสินเชื่อนี้มากขึ้น" รมช.คลังกล่าว

 สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อในปี 2552 มากที่สุดนั้น เป็นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและรายย่อยมากที่สุด โดยรายย่อยจะกระจายในกลุ่มเกษตรกรมากที่สุด ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีจะอยู่ในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย