ข่าว

มาบตาพุดฉุดทุนญี่ปุ่นลดอันดับไทยจี้รัฐแก้ใน2-3เดือน

มาบตาพุดฉุดทุนญี่ปุ่นลดอันดับไทยจี้รัฐแก้ใน2-3เดือน

06 ม.ค. 2553

เจโทรระบุปัญหามาบตาพุด ฉุดไทยลดความน่าลงทุนในสายตาญี่ปุ่น จี้รัฐแก้ปัญหาให้จบภายใน 2-3 เดือน ชี้หากทำได้เร็วจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเหมือนเดิม ด้านเวิลด์อีโคโนมิคฟอรัมจัดอันดับขีดแข่งขันไทยลดลง 2 อันดับ

 นายมูเนะโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) เปิดเผยหลังเข้าพบนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้นักธุรกิจญี่ปุ่นมองว่าไทยไม่ใช่ประเทศน่าลงทุนอันดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเจโทรต้องการให้รัฐบาลจัดการปัญหาให้ได้ภายใน 2-3 เดือน หากทำได้เร็ว ก็ไม่ยากที่นักธุรกิจญี่ปุ่นจะหันมามองการลงทุนในไทยเป็นลำดับต้น

 "เจโทรไม่ได้สำรวจว่ามีนักธุรกิจญี่ปุ่นกี่รายที่จะถอนการลงทุน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดสั่นคลอนเครดิตของรัฐบาลไทยที่จะดึงดูดการลงทุน" ประธานเจโทรระบุ

 นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เจโทรได้เชิญนายชาญชัยร่วมงานสัมมนาการแก้ปัญหามาบตาพุด ซึ่งเจโทรจะจัดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้นักลงทุนไทยและต่างประเทศ เข้ารับฟังข้อคิดเห็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรม โดยจะมีผู้แทนจากเจโทร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ และดร.อากิฮิซะ โมริ บัณฑิตวิทยาลัยด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

  นอกจากนี้  เจโทรได้ชี้แจงว่านักธุรกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด ทำให้นักธุรกิจต้องการรับทราบข้อสรุปแนวทางการแก้ปัญหา ถ้ากระบวนการแก้ปัญหาไม่ชัดเจน จะกระทบกับความเชื่อมั่นได้ โดยเฉพาะขั้นตอนทางกฎหมายในการแก้ปัญหาดังกล่าว ในการสัมมนาครั้งนี้จะมีการชี้แจงการแก้ปัญหาของญี่ปุ่นและของไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้มีช่วงเวลาในการถกเถียงเพื่อหาทางออกด้วย

 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) ได้รับรายงานสถานภาพการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2552 ซึ่งจัดทำโดยเวิลด์อีโคโนมิคฟอรัม ปรากฏว่า ไทยถูกลดอันดับลง 2 อันดับจากอันดับที่ 34 ในปี 2551 เหลืออันดับ 36 ในปี 2552 จากทั้งหมด 131 ประเทศ

 ขณะที่สถาบันการจัดการนานาชาติ (IND) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันปี 2552 โดยจัดให้ไทยมีอันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ จากอันดับ 27 ในปี 2551 เป็นอันดับ 26 ในปี 2552 จากทั้งหมด 55 ประเทศ โดยข้อมูลทั้ง 2 องค์กรสอดคล้องกันเรื่องจุดแข็งของประเทศไทยในการดูแลและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นประเด็นสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะระดับราคา การจ้างงาน ส่งผลให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ค่าแรงงาน และค่าครองชีพของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

 อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดอ่อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ผลิตภาพการผลิต ความพร้อมทางเทคโนโลยี การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรมใหม่ๆ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ