ข่าว

 “ศึกนอก-ศึกใน” ไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” (2)

“ศึกนอก-ศึกใน” ไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” (2)

08 ม.ค. 2553

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เกริ่นโหมโรงเรื่อง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” ที่รัฐบาลต้องเผชิญ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจกันไว้

 นอกจาก “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมการเมืองนอกรัฐสภา” โดยเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของพลพรรคเสื้อแดงตามยุทธศาสตร์ “แดงทั้งแผ่นดิน” แล้ว ผมยังพูดถึง “การเผชิญหน้ากับกิจกรรมการเมืองในรัฐสภา” โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ “คู่ขนานล้มรัฐบาล” ที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเมืองนอกรัฐสภาบนท้องถนน ในสัปดาห์นี้มาวิเคราะห์แบบเจาะลึกกันต่อถึง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่จำเป็นต้องชำระสะสางกัน โดยมีประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจต่อจากสัปดาห์ที่แล้วดังนี้ครับ

 “แรงกดดันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เชื่อได้ว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ช่วงต้นปีนี้เป็นปี “เสือดุ” เพราะผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ ซื้อเวลาอีกต่อไป โดยเฉพาะหาก พ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา และนายเนวิน ชิดชอบ ก็จะเร่งกดดัน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนักข้อยิ่งขึ้น หลังจากพรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อมาตลอด

 “ความขัดแย้งกันเองภายในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล” จะเป็นผลให้เกิดการปรับ ครม. ซึ่งผมมั่นใจว่าคงต้องเกิดขึ้นแน่นอน แม้จะมีความพยายามยื้อให้นานที่สุด เพราะการปรับ ครม.แต่ละครั้ง จะมีผลให้การเมืองภายในของพรรคร่วมรัฐบาลมีอาการปั่นป่วนตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “ผู้มากบารมีที่อกหัก” ใน พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคนรอจ่อคิวกันเพียบ

 “มาบตาพุดเอฟเฟกต์” ที่ผ่านมารัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรม ว่าไม่ตื่นตัวและขาดการวางแผนรับมือกับปัญหา จนทำให้เกิด “มาบตาพุดเอฟเฟกต์” คาดว่าหากแก้ไขกันไม่ทันท่วงทีอาจจะเห็นผลกระทบตามมาในไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” คือ คนตกงานเหยียบแสน เรื่องนี้จึงเป็นอีกปัญหาหนักอกทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะต้องจัดการ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศกลับคืนมาโดยเร็ว

 ความล้มเหลวในการ “ดับไฟใต้”  ถึงแม้รัฐบาลจะทุ่มอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่หลายหมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเท่าที่ควร จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องแก้ปัญหาไฟใต้ที่กำลังคุกรุ่นอยู่นี้ให้ได้

 “ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” จัดเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลรู้ดีว่าไม่สามารถปล่อยให้ตกอยู่ในสภาพสงครามเย็นเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ ทว่าการแก้ปัญหาก็ติดล็อกสำคัญคือ สมเด็จฮุน เซน (นายกฯ ตลอดกาลของกัมพูชา) ที่เลือกอยู่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-พรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าทั้ง ฯพณฯ อภิสิทธิ์และนายกษิต เป็นศัตรูของกัมพูชา ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยากยิ่งขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ครั้นหากจะปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่น่าจะทำให้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาดีขึ้น เพราะผลประโยชน์ที่ทับซ้อนบนผืนดินที่ซ้อนทับทำให้ลูกหลานพระยาละแวกอย่าง สมเด็จฮุน เซน ได้ตัดสินใจเลือกข้างถือหางทางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเรียบร้อยโรงเรียนขะแมร์แล้ว

 จะเห็นได้ว่าทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี “เสือดุ” ล้วนแล้วแต่หนักหนาสาหัส ถึงจะผ่านไปได้แต่ละฝ่ายก็คงสะบักสะบอมบอบช้ำมิใช่น้อย ก็ขอเอาใจช่วยทุกๆ สี ทุกๆ ฝ่าย ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายรักหรือฝ่ายแค้นรัฐบาล แต่ก็อยากจะฝากเตือนสติกันเอาไว้นะครับว่า จะสนุกกับการทำ “ศึกนอก-ศึกใน” กันอย่างไร ขอให้นึกถึง “ประโยชน์สุข” ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง เพราะชาวบ้านร้านตลาดส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มี “ส่วนได้” อะไรกับท่าน (ไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ) มีแต่รับ “ส่วนเสีย” ไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่องครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์