ข่าว

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

18 ก.ค. 2563

เหยื่อหลายจังหวัดที่ถูกเต็นท์รถมือสองรายใหญ่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ฉ้อโกงกว่า 130 ราย บุกยื่นหนังสือขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังพบมีผู้เสียหายรายใหม่เพิ่มต่อเนื่อง กิจการยังเปิดปกติ ขณะคดีเก่านานกว่า 1 ปี ก็ยังไม่คืบหน้า

วันที่ 18 ก.ค.63 ผู้เสียหายจากหลายจังหวัด ทั้ง จ.บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ และ จ.นครราชสีมา ที่ถูกเต็นท์รถมือสองแห่งหนึ่งใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ฉ้อโกงในการซื้อขายเปลี่ยนรถทั้งรายเก่าและรายใหม่อีกกว่า 10 ราย  จากจำนวนผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 130 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 22 ล้านบาท ถือป้ายมาร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจ สภ.สตึก พร้อมยื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่าน พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ รอดนวล รอง ผกก.(สืบสวน)สภ.สตึก อ.สตึก เพื่อให้ตรวจสอบและสั่งการ เร่งทำสำนวนคดีเร็วเสร็จสิ้นโดยเร็ว หลังเวลาล่วงเลยมากว่า 1 ปี คดียังไม่มีความคืบหน้า

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

หลังจากเมื่อเดือน ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นจับกุมเต็นท์รถดังกล่าว โดยได้ทำการอายัดรถกว่า 200 คัน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ยึดทรัพย์กว่า 200 ล้านบาท

และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้เดินทางมาแถลงข่าวการจับกุมด้วยตัวเอง แต่จนถึงขณะนี้คดียังไม่มีความคืบหน้า แต่ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ยังเปิดกิจการ และยังใช้กลโกงด้วยวิธีเดิมๆ ซ้ำซาก จนมีผู้เสียหายรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียหายทั้งเก่าและใหม่ เชื่อว่าหากปล่อยไว้ ก็จะกระทำการเช่นเดิมอีกอย่างแน่นอน จึงอยากจะเรียกร้องให้ย้ายคดีไปที่กองปราบปราม

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

นายประสิทธิ์ เรียบทวี อายุ 52 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.แซะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ผู้เสียหายรายหนึ่งกล่าวว่า ตนเอารถ 6 ล้อมาขายให้ในราคา 230,000 บาท เจ้าของเต็นท์มัดจำเงินมา 50,000 บาท ค้างไว้ 180,000 บาท แล้วขอเอารถจอดไว้ ส่วนเล่มทะเบียนอยู่กับตนเองยังไม่ได้โอน คิดว่าเขาไม่โกงเพราะเป็นเต็นท์ใหญ่โต มีรถนับ 200 คัน

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

วันต่อมาตนมาขอรับเงินที่เหลือ ปรากฏว่าเจ้าของรถไม่จ่ายให้ แถมยังข่มขู่ ส่วนรถไม่รู้ว่าอยู่ไหน กระทั่งมารู้ว่าขายไปแล้ว และคาดว่าน่าจะขายแบบจัดไฟแนนซ์เอง แล้วคนที่ผ่อนจนหมด ก็ไม่มีสามารถโอนได้ เพราะเล่มทะเบียนอยู่กับตนเอง ลักษณะการหลอกเหมือนกันแทบทั้งสิ้น

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

ด้านนายนิคม แม่นสรรา อายุ 43 ปี ชาว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกหนึ่งผู้เสียหาย กล่าวด้วยว่า ดดีตั้งแต่เดือน ก.พ.62 มาจนถึงขณะนี้กว่า 1 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า ตรงกันข้ามกลับมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลโกงของเต็นท์รถแห่งนี้เช่นเดิม และใช้วิธีเดิมหลอกลวง ฉ่อโกง จึงอยากจะให้มีการย้ายคดีไปที่กองปราบปราม นำเอาคนที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนเข้าคุก

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

เหยื่อคดีเต็นท์รถ จี้ขอย้ายคดีไปกองปราบ หลังไม่มีความคืบหน้าแถมยังเปิดกิจการปกติ

ภาพ/ข่าว อภิชาติ ศิริสุข ผุ้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์