
ชิงแต้มเลือกตั้ง
กฎเหล็ก 9 ข้อของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ถูกฉีกทิ้งไปเรียบร้อยแล้วด้วยมติของพรรคภูมิใจไทย
เมื่อ "เนวิน ชิดชอบ" กับ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" แกนนำพรรคภูมิใจไทย ทุบโต๊ะอุ้ม "มานิต นพอมรบดี" นั่ง เก้าอี้ รมช.สาธารณสุข ต่อ หลังมีมลทินเอี่ยวทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข
แม้ว่าก่อนหน้านี้ "วิทยา แก้วภราดัย" อดีต รมว.สาธารณสุข จะชิงลาออกแบบสายฟ้าแลบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชน ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ที่บริหารงานบกพร่อง ปล่อยให้มีการส่อทุจริตเกิดขึ้น เพื่อเป็นแรงบีบให้ "มานิต" ยอมไขก๊อกตาม
แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจในการต่อรองเหนือพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างได แค่ภูมิใจไทยเล่นบทงอแง ขู่เปลี่ยนขั้วทางการเมืองหากประชาธิปัตย์ไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของพรรคร่วม
จนทำให้ "อภิสิทธิ์" ต้องถูกลบเหลี่ยม เมื่อกฎเหล็ก 9 ข้อของ "นายกฯ หล่อหลักลอย" ต้องอ่อนปวกเปียก ไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้กับพรรคร่วมรัฐบาล
นั่นเพราะประชาธิปัตย์ยังอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับรายของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีมลทินติดตัวเช่นเดียวกับเมื่อเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง
เพราะโครงการนี้เกิดการทุจริตทุกหย่อมหญ้า แต่ "กอร์ปศักดิ์" กลับไม่ได้แสดงสปิริตด้วยการลาออกจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี
แต่เกิดจากปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์และแรงกดดันจากพรรคร่วมบีบให้ "อภิสิทธิ์" ต้องจำใจโยก "กอร์ปศักดิ์" มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และดัน ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ขึ้นเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจแทน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กฎเหล็กของ "อภิสิทธิ์" ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่มีผลในทางปฏิบัติกับรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อเหล่าบรรดานักการเมืองไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของกันและกันได้ จึงต้องไปด่านกระแสสังคม
เพราะเคยมีตัวอย่างให้เห็นแล้วกรณี "ปลากระป๋องเน่า" ของ วิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเหตุผลให้ "วิทยา" ยอมตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
เพราะเครดิตของนักการเมืองไม่สามารถต่อสู้กับวิชาชีพแพทย์ โดยเฉพาะ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีต ผบ.ตร.และวุฒิสภา ที่มีต้นทุนทางสังคมสูงในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น
ดังนั้น เมื่อ "อภิสิทธิ์" ยื่นข้อเสนอให้ "มานิต" ลาออกเพื่อลดกระแสสังคม แต่ไม่เป็นผล จึงต้องเป็นหน้าที่ของภูมิใจไทย โดยเฉพาะ "มานิต" ต้องฝ่ากระแสสังคมเอาเองให้ได้
นอกจากนี้ยังต้องฝ่าด่านซักฟอกในสภา ท่ามกลางสถานการณ์พรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยเตรียมลับมีดจับรัฐมนตรีที่เข้าข่ายการกระทำทุจริตขึ้นเขียงเชือด หลังเปิดประชุมสภาสมัยทั่วไปที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 มกราคมนี้
หาก "มานิต" ยังฝืนกระแสสังคมก็ต้องไปแก้ตัวกลางสภา ส่วนจะรอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่นำมาตอบข้อซักถามฝ่ายค้านในสภา
เพราะนาทีนี้กลุ่มแพทย์ชนบทได้ออกมาเคลื่อนไหวทวงถามความเหมาะสมบนเก้าอี้ รมช.สาธารณสุขของ "มานิต" อย่างแข็งขัน เนื่องจากมีข้อมูลเข้ามาพัวพันการทุจริตมากกว่า "วิทยา" เสียอีก
เกมนี้ว่าไปแล้วก็ถือว่าประชาธิปัตย์รอดตัวไปได้ เพราะ "วิทยา" เล่นเกมชิงลาออกไปก่อน แม้ว่าจะมีการเฟ้นหารัฐมนตรีในโควตาของพรรคเข้ามาทำหน้าที่แทน แต่ก็ไม่ตกเป็นเป้านิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่า "อภิสิทธิ์" จะเสียรังวัดภาวะความเป็นผู้นำ ที่ไม่สามารถใช้กฎเหล็กได้กับรัฐมนตรีจากทุกพรรคจนเสียอำนาจการบริหาร
แต่ท่ามกลางสภาวะการต่อรองทางการเมือง "อภิสิทธิ์" ก็ได้โอกาสในการเปิดเกมกวาดบ้านตัวเองก่อนเพื่อลดกระแสสังคมและสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองของค่ายสะตอ
เหตุนี้ "อภิสิทธิ์" จึงต้องออกมาเล่นบทพระเอกอีกครั้ง ด้วยการประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เอาเด็ดขาดกับโครงการจำหน่ายสลากกินแบ่งอิเล็กทรอนิกส์ หรือ "หวยออนไลน์"
ด้วยท่าทีขึงขัง ยึดมั่นในหลักการว่าจะไม่แก้ไขปัญหาในลักษณะการกระทำสิ่งผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย
ฉะนั้นจึงอย่าได้แปลกใจกับบทพระเอกของ "อภิสิทธิ์" เพื่อสร้างภาพยกระดับให้พรรคประชาธิปัตย์เหนือชั้นกว่าพรรคร่วมรัฐบาล
ในยามที่กระแสสังคมเรียกร้องหาจริยธรรมและบรรทัดฐานทางการเมืองของพรรคนักการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาล ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ
ซ้ำยังอยู่ในภาวะที่ "ผู้จัดการรัฐบาล" และเหล่าบรรดาแกนนำคำนึงถึงเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลและโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์จากการหน้าด้านกอดเก้าอี้
เพราะนี่คือเกมในการ "สร้างกระแสความนิยม" ในยามที่เสถียรภาพของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนจากปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏ
ขณะที่การทุจริตคอรัปชั่นผุดขึ้นเหมือนกับดอกเห็ด แถมยังเจอศึกนอกอย่าง นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และลิ่วล้อกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประชิดประตูเมืองหวังโค่นรัฐบาลให้ได้ภายในสามเดือนแรกของปีเสือ
"อภิสิทธิ์" จึงต้องเร่งเดินเครื่องแบบเต็มสูบเพื่อสร้างกระแสนิยม ให้เห็นถึงความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น เพื่อชูเป็นจุดขายต่อไป
นั่นเพราะสัญญาณของการเลือกตั้งใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
บัญชา แข็งขัน



