ข่าว

ไม่กลัว-ไม่เกรงใจ

ไม่กลัว-ไม่เกรงใจ

07 ม.ค. 2553

เป็นอีกครั้งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ประชาธิปัตย์ ถูกตอกกลับด้วยเกมของผู้มีพระคุณ อย่าง พรรคภูมิใจไทย

 กรณี มานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ที่ดึงดันไม่ลาออกจากตำแหน่ง กลายเป็นเรื่องราวให้ภูมิใจไทยกระหน่ำเข้าใส่ประชาธิปัตย์อีกครั้ง

 ครั้งแรกนั้น โฆษกพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ถูกบีบอย่างไม่เป็นทางการจากพรรคประชาธิปัตย์

 ทั้งที่โดยปกติแล้ว เรื่องราวเช่นนี้ จะไม่มีใครมาแถลงเป็นเรื่องเป็นราว

 ตามมาด้วย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามสื่อทำนองว่า พร้อมจะเปลี่ยนขั้วไปซบเพื่อไทย

 ถึงแม้ว่ารุ่งขึ้น ชวรัตน์ จะคิดได้ว่า เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่และอาจส่งผลร้ายแรงอย่างไม่คาดคิด ก็เลยต้องไปขอเคลียร์กับอภิสิทธิ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล

 แต่ก็มีแค่อภิสิทธิ์ ที่ออกมาพูดว่า ชวรัตน์ มาเคลียร์ ข้างฝ่ายชวรัตน์กลับเงียบกริบ

 เข้าตำรา ตบหัวกลางศาลา ขอขมาหลังวัด !

 จะว่าไป ความพยายามขึ้นขี่คอระหว่างประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทยนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ พรรคภูมิใจไทย ซีก สมศักดิ์ เทพสุทิน ถึงกับเสียน้ำตามาแล้ว

 โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก็ควบรถเมล์ 4,000 คัน เข้าช่องฟรีซไปเรียบร้อยแล้ว

 แต่กรณี มานิต นพอมรบดี นี่กำลังจะกลายเป็นศึกระลอกใหม่

 เมื่อ ชัย ชิดชอบ ใส่แบบไม่ไว้หน้าอภิสิทธิ์

 เขี่ยกฎเหล็ก 9 ข้อ ทิ้งแบบไม่ไยดี

 แถมไล่ให้ อภิสิทธิ์ ไปใช้กฎเหล็กเฉพาะแต่พรรคประชาธิปัตย์

 ทั้งที่กฎเหล็ก 9 ข้อนั้น อภิสิทธิ์เป็นคนพูดในที่ประชุม ครม.ชุดนี้ที่ประชุมกันนัดแรก ฝากให้รัฐมนตรีทุกคนนำไปเป็นหลักปฏิบัติ

 ปู่ชัย เป็นประธานรัฐสภา ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็อาจเป็นไปได้ไว่า ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร เลยไม่สนว่า กฎเหล็กมันเป็นหลักปฏิบัติของรัฐมนตรีชุดนี้

 ถ้าเหตุการณ์ปกติ มองแบบนั้น ก็อาจเป็นไปได้

 แต่นี่ไม่ใช่

 นี่คือท่าทีของภูมิใจไทยที่มั่นอกมั่นใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ถ้าไม่มีภูมิใจไทย ก็ไม่มีรัฐบาลนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีวันได้เป็นนายกรัฐมนตรี

 เพราะต่อให้เลือกตั้งกี่หน ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางชนะพรรคเพื่อไทย ที่ ทักษิณ ชินวัตร ยังหนุนหลังทั้งกำลังเงิน กำลังใจ

 ท่าทีของภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นก็เพื่อจะบอกว่า การจัดการภายในพรรคไม่ต้องลำบากให้ประชาธิปัตย์มาสั่ง เพราะลำพังตัวประชาธิปัตย์เอง ที่มีทั้งกรณี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และยังมีกรณี วิทยา แก้วภราดัย ที่รับผิดชอบโดยตรง ในฐานะ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น เอาตัวให้รอดเสียก่อน

 ที่สำคัญช่วงจังหวะนี้คือช่วงที่เกมต่อรองระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเข้มข้น และน่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังจะได้ขึ้นขี่คอประชาธิปัตย์

 ทั้งในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่วาดหวังเอาไว้ว่า หากแก้ไขเสร็จปลายปี 2552 ประกาศใช้ ปี 2553 จากนั้นการเลือกตั้งทั่วไปก็น่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554

 รัฐบาลหลังการเลือกตั้งบริหารไปราว 1 ปี พลพรรคบ้านเลขที่ 111 ก็จะหลุดจากตรวนที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งตรึงเอาไว้ จนถึงปี 2555

 เกมในช่วงนี้จึงเป็นเกมที่บีบๆ ปล่อยๆ เพื่อรอวัน
 ขณะที่อีกทางหนึ่ง ก็พยายามเกาะแขนพรรคร่วมรัฐบาล ที่จุดหมายสูงสุดก็คือ หลอมรวมแยกเป็นอีกขั้ว
 ภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา กระทั่งประชาราช
 ส่วนชาติไทยพัฒนา ของป๋าบรรหาร นั้นยังไม่แน่นอน
 ในจังหวะนี้ จึงเป็นห้วงเวลาของการประกาศศักดา
 อยู่ร่วม แต่ก็ไม่ได้กลัว และไม่ต้องเกรงใจ !

 ศรุติ ศรุตา