
มานิตพักร้อน30วันแต่"อภิสิทธิ์"ไม่อนุญาต
มานิต เครียดเข้าพบ "อภิสิทธิ์" 2 รอบ ยันมติภูมิใจไทยให้กอดเก้าอี้แน่นไม่หวั่นถูกซักฟอกกลางสภา อ้างอยู่ต่อเพื่อรอ ป.ป.ช.พิสูจน์ข้อกล่าวหา สุดท้ายขอตั้งหลักลาพักร้อน 30 วัน แต่"อภิสิทธิ์"ให้ทำงานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 ม.ค.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ได้เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 15.30 น. นายมานิต ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ตนมารายงานให้นายกรับมนตรีรับทราบถึงผลการประชุมของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ โดยในวันนี้ได้ใช้เวลาพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีประมาณ 5 นาที ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับฟังและพูดคุยกัน นอกจากนี้ตนยังได้เล่าถึงการใช้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เพราะตั้งแต่เกิดปัญหายังไม่เคยได้เล่าให้นายกรัฐมนตรีฟังในประเด็นที่เกี่ยวกับตน
เมื่อถามว่าการมาพบนายกรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้ยื่นเรื่องลาพักร้อนใช่หรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ยัง เป็นการนั่งพูดคุยเรื่องทั่วๆไป และจากนี้คงจะมาพบกับนายกรัฐมนตรีอีก สำหรับการทำงานของตนก็ยังเป็นไปตามปกติ เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจมติของพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามจากนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่กระทรวงสาธารณสุข นายมานิต กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติตามกระบวนการของสภา และวันนี้ที่ได้บอกให้นายกรัฐมนตรีไปอย่างชัดเจนคือตนสามารถชี้แจงเรื่องนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อย่างชัดเจน เช่น บางเรื่องมีกระบวนการขออนุมัติตามขั้นตอนของราชการ แต่ตนไม่ใช่คนอนุมัติ และมีการโยกงบประมาณจากกรมหนึ่งไปอีกกรมหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้ดูแลและไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องของข้าราชการ ตนจึงบอกกับนายกรัฐมนตรีไปว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะบางเรื่องที่เราไม่เห็นชอบแต่มีการโยกเรื่อง แล้วมาบอกว่าตนทุจริตก็คงไม่ใช่
เมื่อถามว่าในเมื่อผลสอบเรื่องนี้ยังไม่ออกมาเป็นที่ชัดเจนทำไมจึงไม่ขอพักการทำงานไว้ก่อน นายมานิต กล่าวว่า เรื่องนี้ยังมีกระบวนการที่ต้องดำเนินต่อ วันนี้ขอมารายงานก่อน ต่อไปก็จะมาคุยอีก เพื่อรายงานความคืบหน้า ต่อข้อถามว่าเป็นห่วงเรื่องการชี้แจงในสภาหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ไม่ห่วง เราชี้แจงได้ทุกเรื่องที่ตนดูแล
เมื่อถามว่าควรพิจารณาบทบาทของตัวเองก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า การทำงานในโครงการไทยเข้มแข็ง ทางกระทรวงสาธารณสุขมีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีได้พูดถึงประเด็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย
เมื่อถารมย้ำว่าการทำหน้าที่ รมช.สาธารณสุขต่อไปจะมีปัญหาหรือไม่ เพราะมีข้าราชการบางคนบอกว่าไม่เอารัฐมนตรีแล้ว นายมานิต กล่าวว่า แล้วแต่มุมมอง ขณะนี้งานในกระทรวงเป็นเรื่องปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ส่วนโครงการไทยเข้มแข็งมีคณะกรรมการดูแลอยู่แล้ว ดังนั้นที่มองว่าทางกลุ่มแพทย์ชนบทอาจจะออกมาเคลื่อนไหวนั้น ต้องย้ำว่าตนไม่ได้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็งมาตั้งแต่ต้น ส่วนกรมที่กำกับดูแลและต้องใช้งบไทยเข้มแข็งก็มีจำนวนเงินเพียงนิดเดียว เพราะส่วนใหญ่งบประมาณเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 90 อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้สอบถามทางออกโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการลาออกบ้างหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ยัง เพราะคุยกับนายกรัฐมนตรีแค่ 5 นาทีเท่านั้น โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะต้องรีบไปประชุมพิจารณาตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข แทนนายวิทยา แก้วภราดัย เมื่อถามว่าการยื้อเวลาเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลเกิดความมัวหมองหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ไม่เกี่ยว และตนก็อยากพิสูจน์เหมือนกันว่าผิดจริงหรือไม่
เมื่อถามว่าจะทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียคะแนนนิยมหรือไม่ เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งซ่อม นายมานิต กล่าวว่า คิดว่าเป็นคนละส่วนกัน ถ้าเราสามารถรีบดำเนินการให้ชัดเจนก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่าที่จะปล่อยให้คลุมเครืออย่างนี้ ตนก็อยากให้เรื่องนี้จบเร็วๆ ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อมีข้อกังขาอยู่อย่างนี้แล้วจะทำงานต่อไปได้อย่างไร นายมานิต กล่าวว่า เดี๋ยวก็คงต้องหารือกับผู้ใหญ่หลายๆฝ่าย
เมื่อถามย้ำว่าหากยังยืนยันที่จะทำหน้าที่ต่อไปอย่างนี้แล้วจะให้ข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขมองอย่างไร นายมานิต กล่าวว่า ในการทำงานตอนนี้เราก็ต้องทำงานที่เกี่ยวกับปัญหาเฉพาะหน้าด้วย เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีปัญหาเฉพาะหน้าทุกวัน แล้วนายกรัฐมนตรีก็บอกชัดเจนว่าจะไปหาตัวบุคคลที่จะมาเป็น รมว.สาธารณสุข ก็คิดว่าเหตุการณ์นี้คงจะจบในไม่กี่วันนี้
เมื่อถามว่าคิดว่าจะแสดงสปิริตด้วยการลาออกหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จหรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า จริงๆอยากดูผลสอบก่อน เพราะถ้าผลออกมาจะชัดที่สุด แต่ถ้าไม่มีผลก็จะอึมครึมอย่างนี้ต่อไป เมื่อถามว่าแสดงว่ายังยืนยันที่จะอยู่ทำหน้าที่ต่อไปใช่หรือไม่ นายมานิต กล่าวว่า ก็อยากให้เป็นอย่างนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่นายมานิตพบกับนายกรัฐมนตรีอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้านั้น นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เดินจากห้องทำงาน ตึกนารีสโมสร ไปยังด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมทั้งบอกกับสื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์นายมานิตว่าจะไปเชิญนายมานิตให้มาแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสร เกี่ยวกับผลการหารือกับนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามว่านายมานิต มาพบนายกรับมนตรีด้วยเรื่องอะไร นายศุภชัย กล่าวว่า นายมานิตได้นำมติของพรรคภูมิใจไทย 2 ข้อ มาเสนอต่อนายกรัฐมนตรี คือ 1. ให้นายกรัฐมนตรีนำผลสอบสวนชุดของ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไต่สวน 2. จะยื่นข้อเสนอขอลาพักร้อนเป็นเวลา 30 วัน ในระหว่างรอผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพื่อให้การตรวจสอบเรื่องนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายศุภชัยได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า และได้ลงมาพร้อมกับนายมานิต จากนั้นนายมานิตได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ดักรออยู่บริเวณด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อเสร็จก็ได้เดินทางกลับออกไปทันที
จากนั้นเวลา 16.20 น. นายศุภชัย ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่านายมานิตกำลังเดินทางกลับมาที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อยื่นหนังสือลาพักร้อน ต่อมาเวลา 16.23 น. นายมานิต ได้เดินทางกลับเข้ามาถึงในทำเนียบรัฐบาล โดยได้เข้าไปรอที่ห้องทำงานของนายศุภชัยทันที ทั้งนี้นายมานิตมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
รายงานข่าวแจ้งว่าระหว่างที่นายมานิตเดินทางกลับออกไปจากทำเนียบรัฐบาลหลังจากที่ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น ได้ไปพบกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่อาคารสิริภิญโญ ซึ่งนายเนวินได้ยืนยันว่าให้นายมานิตเดินหน้าเรื่องการขอลาพักร้อน 30 วัน ทำให้นายมานิตต้องเดินทางลับมาที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งเพื่อยื่นหนังสือลาพักร้อน อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ได้ให้นายมานิตทำงานต่อไปและไม่อนุญาตลาหยุดราชการ
“ชัย”สวนกฎเหล็ก9ข้อ“อภิสิทธิ์”ใช้เฉพาะปชป.
เมื่อเวลา 13.30น. วันที่ 6 ม.ค.ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะส.ส.สัดส่วน พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ประกาศไม่ลาออกจากตำแหน่งและจะขอชี้แจงข้อเท็จจริงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ไม่ทราบ เพราะตนไม่ได้เข้าประชุมพรรค แต่ก็เป็นสิทธิ์ของนายมานิตที่จะชี้แจงในสภาฯได้ เชื่อว่านายมานิตจะชี้แจงได้และคงมีทีเด็ดอะไร ถึงกล้าต่อสู้ เพราะการอภิปรายในสภาฯหากมีหลักฐานแน่ชัด รัฐมนตรีก็อยู่ไม่ได้ ยกเว้นจะมีทีเด็ดคือไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งอยากถามว่าเงินในโครงการไทยเข้มแข็งนี้ได้รับการอนุมัติไปแล้วหรือยัง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ากฎเหล็ก 9 ข้อของนายกรัฐมนตรีใช้ไม่ได้ผล นายชัย กล่าวว่า กฎเหล็กของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นกฎเหล็กที่วางไว้ในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปก้าวก่ายพรรคอื่นไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของท่านในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายพรรคอื่น เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นเช่นนั้นนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถคุมรัฐมนตรีได้ นายชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจอยู่แล้ว สามารถสั่งปลดหรือแต่งตั้งใครก็ได้ หรือจะยุบสภาเมื่อใดก็ได้
เมื่อถามว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นคิดว่าจะสามารถควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีข้อบังคับระบุไว้อยู่แล้ว หากใครไม่ฟังก็ต้องเชิญออก หรือให้ รปภ.หิ้วออก หากจำเป็นต้องใช้ค้อนก็ต้องใช้เพื่อคุมให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“ผมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อุ้มนายมานิต แต่อยากให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับนายมานิตด้วยว่ามีการเบิกจ่ายใช้งบไปจริงและทุจริตจริงหรือไม่ ทำในฐานะหน้าที่ของส.ส.หรือของรัฐมนตรี” นายชัย กล่าว
เมื่อถามต่อว่า กรณีของนายมานิตจะทำให้ภาพพจน์ของพรรคภูมิใจไทยตกต่ำลงหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะวันนี้ภาพพจน์ของพรรคภูมิใจไทยดีขึ้น จะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ที่จ.มหาสารคาม ที่คะแนนผู้ชนะห่างกับส.ส.เพียง 1,000 คะแนน และเชื่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ลักษณะตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสื่อมวลชนที่จะกระจายข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ
เมื่อถามว่าดูเหมือนขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลกำลังบีบนายกรัฐมนตรี นายชัย กล่าวว่า ไม่ได้บีบ เพราะนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นตัวของตัวเอง แต่เรื่องเล็กจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ได้ ขณะนี้ควรดูเรื่องใหญ่ก่อนว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองไปได้ ที่ผ่านมาอาจมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ตนเห็นว่าเรื่องใหญ่ในขณะนี้คือความสามัคคีของคนในชาติ ต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้ประเทศไทยไม่มีเสื้อสีต่างๆ ขอให้เป็นคนไทยจริงๆ ซึ่งทุกฝ่ายต้องหยุดการกระแนะกระแหนกัน แล้วเอาตัวบทกฎหมายมาเป็นหลัก
เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินการทำหน้าที่ประธานรัฐสภาที่ผ่านมา 2 ปีอย่างไร นายชัย กล่าวว่า ตนยังใช้ความสามารถไม่ถึง 20 % ยังไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรเลย คิดอย่างเดียวคือเรื่องสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ยอมรับว่ายังมีปัญหาไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายนิติบัญญัติในการผลักดันกฎหมายเท่าที่ควร ซึ่งจะขออยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปจนกว่าจะมีการยุบสภา เมื่อถามว่า จะวางมือทางการเมืองเมื่อไร นายชัย กล่าวอย่างติดตลกว่า “แล้วแต่ฟ้าดินจะบันดาล ฟ้าดินบันดาลให้เดินได้ พูดได้ ประชาชนสนับสนุน แต่หากฟ้าดินไม่ต้องการ สุขภาพไม่ดี ประชาชนไม่เอา ตนก็ต้องวางมือ“
เช้า“มานิต”เข้าสธ.ทำงานปกติ
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 10.45 น. นายมานิตได้เดินทางเข้ามาทำงานด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยวันนี้นายมานิตสวมเสื้อกาวซึ่งเป็นชุดแบบฟอร์มประจำกระทรวงสาธารณสุข นายมานิต กล่าวว่า งานแรกที่ตนจะทำคือลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจสอบกรณีโรงพยาบาลศูนย์จ.ขอนแก่นผ่าตัดตาต้อกระจกแล้วมีผู้ป่วยตาบอด 7 ราย โดยขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพราะที่ได้รับรายงานว่า จากการเพาะเชื้อตรวจไม่พบเชื้อตามเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งต้องมองว่า มันเกิดอะไรขึ้น เพราะแต่ละปีมีการผ่าต้อกระจกจำนวนมาก อีกทั้งจากการลงพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จ.สกลนคร แต่ละวันมีการผ่าตัดต้อกระจกวันละ 50-60 ราย ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรู้สึกของประชาชน ทำให้คนที่มีปัญหาเรื่องตาต้อกระจกตกใจ แต่หลายคนถ้าไม่รักษาอาจอันตรายถึงตาบอด แต่ถ้ารักษาแล้วต้องสามารถบอกกับประชาชนได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากไหน แต่อย่าเอาไปโยงเรื่องเครื่องทำลายเชื้อโรคระบบปิดด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลต หรือ ยูวีแฟน
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายมานิตกล่าวว่า ยังไม่ทำอะไร ขอดูเรื่องแรกที่สำคัญที่สุด ที่นักข่าวบอกว่าเกิดกรณีผ่าตัดต้อกระจกแล้วมีคนตาบอด ตนเป็นห่วงมากเพราะคนที่มีปัญหาตกใจกันมาก ส่วนเรื่องโครงการไทยเข้มแข้งนั้นมีนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงข่าวการฟ้องกลับนพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนโครงการไทยเข้มแข็ง รมช.สาธารณสุข ตอบเพียงสั้นๆว่า ยัง
ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ออกมาทักท้วงการตั้งคณะกรรมการทบทวนความเหมาะสมและแก้ไขโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขชุดใหม่ที่มีตนเป็นประธาน ยืนยันว่า ในฐานะปลัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถทำได้ เพราะอยู่ในอำนาจเนื่องจากเป็นการแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า แต่หากเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีเป็นประธานก็คงแต่ตั้งไม่ได้เพราะเกินอำนาจ ตนก็รู้สึกแปลกใจที่มีผู้ออกมาทักท้วงแบบนี้ เพราะระเบียบนี้ทำมาเป็น 10-20 ปีแล้ว
ส่วนกรณีที่มีสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้โยกย้ายข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกระบุในผลสอบโครงการไทยเข้มแข็งชุด นพ.บรรลุ และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยนั้น นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ขออโหสิกรรม ซึ่งทุกคนก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ต่อข้อซักถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับปัญหาการผลักดัน พรบ.วิชาชีพสาธารณสุขหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดู แต่ในกลุ่มวิชาชีพสาธารณสุขนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เมื่อวานนี้ก็ได้เข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจและสนับสนุนให้ตนทำงานต่อไป และอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ย้ายตนออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตามอยากชี้แจงว่าไม่ใช่ว่าใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ซึ่งตนเป็นปลัดก็มีหน้าที่ต้องดูแลกระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่มองว่าทางสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขเล่นแรงเกินไปหรือไม่ ก็คงต้องถามย้อนกลับสื่อว่า มองว่าแบบนี้เป็นการเล่นแรงเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตนไม่อยากให้เกิดเป็นความขัดแย้ง ในฐานะปลัดจึงไม่อยากให้สัมภาษณ์เพื่อที่ปัญหาจะได้ยุติ
นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า หลังจากที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วานนี้ (5 ม.ค.) เพื่อให้เร่งดำเนินการเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาทุจริต ในโครงการไทยเข้มแข็ง ตามผลสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในโครงการดังกล่าว ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ตามที่มีการชี้มูลความผิดนักการเมือง 4 คน และข้าราชการ 8 คน ซึ่งยังขอยืนยันในหลักการเดิม เพื่อต้องการให้มีการแก้ไขต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งไปที่นักการเมืองเพียงด้านเดียว เนื่องจากข้าราชการก็มีส่วนรู้เห็นเป็นใจและเปิดช่องให้มีการทุจริตเกิดขึ้นด้วย จึงต้องกระตุ้นเตือนและยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการเอาผิดกับข้าราชการด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดมาตรฐานด้านจริยธรรมและถือเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่เท่าเทียมกัน
นายไพศาล กล่าวว่า แต่เมื่อฝ่ายการเมือง คือ นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังยืนยันไม่ยอมลาออก และปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน สมาคมฯ จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจใช้มาตรการทางการบริหารและมาตรการทางกฎหมายที่เป็นไปตามขั้นตอน โดยอิงกับข้อมูลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดดังกล่าว อีกทั้งต้องยึดหลักการพิจารณาที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มิเช่นนั้น อาจสร้างปัญหาและความยุ่งยากในการบริหารงานของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ แทนนายวิทยา แก้วภราดัย ที่แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วก็ตาม
“รัฐบาลโดยการนำของนายกอภิสิทธิ์ฯ ต้องเร่งสะสางปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะต้องเร่งสานนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ โดยเฉพาะเรื่องโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล ที่ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังไม่มีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในช่วงที่ผ่านมา” นายไพศาล กล่าว
ป.ป.ช.ขอผลสอบ“หมอบรรลุ”ขยายผลสอบ
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนการทุจริตโครงการดังกล่าวแล้ว มีตนเป็นประธานคณะอนุกรรมการ โดยขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอยู่ แต่โดยหลักการแล้ว คิดว่าจะนำผลการสอบสวนการทุจริตโครงการนี้ที่มีนพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งกำลังรอข้อมูลจากนายกรัฐมนตรีที่จะส่งมาให้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน ไม่ต้องให้ป.ป.ช.เริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนที่อ้างว่าโครงการดังกล่าวยังไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณจึงไม่ถือว่าเป็นการทุจริตนั้น คงต้องพิจารณาว่าแม้จะยังไม่มีการใช้เบิกจ่ายงบ แต่หากมีเจตนาที่จะทุจริต ก็ถือว่าเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ซึ่งกรณีนี้ต้องขอดูรายละเอียดในสำนวนก่อนว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือยัง
ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า หาก ป.ป.ช.ได้รับสำนวนสอบสวนการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งจากนพ.บรรลุ ก็จะนำมารวมพิจารณากับข้อมูลที่ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการคดีดังกล่าวไว้แล้ว โดยจะมีการสอบสวนขยายผลต่อไปว่า มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งอาจจะมีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่าหรือน้อยกว่าตามผลสอบของ นพ.บรรลุ ก็ได้
"ประทิน"ป้องปลัดสธ.ยันไม่ได้บกพร่องต่อหน้านี้
พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ รองประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งชุด นพ.บรรลุ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอนายกรัฐมนตรี ตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง หรือ สอบวินัย ข้าราชการว่า อยู่ที่ดุลพินิจของนายกฯ ส่วนตัวยืนยันว่า กรณีของ นพ.ไพจิตร์ ไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ และได้ยืนยันมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากตรวจสอบทั้งเอกสารและพฤติกรรม ก็ชัดเจนว่า นพ.ไพจิตร์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้จะได้รับมอบหมายได้ดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) แต่อดีตปลัดกระทรวง ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงอีกคนเป็นผู้ดูมาตั้งแต่โครงการเมกะโปรเจกต์ ดังนั้นการที่ นพ.ไพจิตร์ กำกับดูแล สบภ.จึงเป็นงานรูทีนเท่านั้น
พล.ต.อ.ประทิน กล่าวต่อว่า กรณีของ นพ.ไพจิตร์ ตนเห็นว่าจากการดูทั้งหมดแล้วพบว่า ไม่มีอะไรบกพร่องต่อหน้าที่ ซึ่งความเห็นของตนไม่ตรงกับกรรมการบางคน และตอนที่คณะกรรมการฯได้เข้าเรียนผลสอบต่อนายกฯตนก็ได้พูดเรื่องนี้ต่อหน้านายกฯไปแล้วว่า นพ.ไพจิตร์ไม่เกี่ยว แม้แต่การขอตัว ผอ.สบภ.ในขณะนั้นมาช่วยดูโครงการไทยเข้มแข็ง อดีตปลัดกระทรวงก็เป็นคนอนุมัติไม่ได้ถามความเห็น นพ.ไพจิตร์
พล.ต.อ.ประทิน กล่าวด้วยว่า กรณีการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ 10 ชั้นที่ จ.ราชบุรี ก็มีการเสนอเรื่องนี้ต่ออดีตปลัดกระทรวง แต่เรื่องผ่านผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข ในฐานะที่ นพ.ไพจิตร์ ดูแล สบภ.ก็แทงเรื่องไปตามหน้าที่ เป็นงานรูทีน ไม่ได้มีอะไรบกพร่องอะไร ดังนั้นส่วนตัวเห็นว่า การจะดำเนินการกับข้าราชการไม่ว่าใครก็ตาม คนนั้นจะต้องมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการ แล้วต้องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่กรณีของ นพ.ไพจิตร์จากการสอบสวนไม่พบหลักฐานว่าบกพร่องต่อหน้าที่แต่อย่างใด



