ข่าว

นายกฯวอนชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เหตุน้ำต้นทุนน้อย สั่งกรมชลฯแก้ไข

นายกฯวอนชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เหตุน้ำต้นทุนน้อย สั่งกรมชลฯแก้ไข

14 ก.ค. 2563

นายกฯวอนชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เหตุน้ำต้นทุนน้อย สั่งกรมชลฯแก้ไข ด้าน ชป.เตรียมระบายเข้าแม่น้ำน้อยเพิ่ม หลังวางแผนนำน้ำเหนือมาเสริมเขื่อนเจ้าพระยาได้ระดับดูแลนาข้าวที่เพิ่มเพาะปลูก    

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในเรื่องปัญหาประชาชนในพื้นที่จังหวัดอ่างทองจะปิดถนนเพราะไม่มีน้ำทำการเกษตรว่า ขอร้องชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เพราะต้องดูแหล่งน้ำด้วยว่า มีน้ำต้นทุนเท่าไหร่อย่างไร ปัญหาน้ำอุปโภค บริโภค  รัฐบาลก็ต้องดูแล  ทั้งนี้ได้ให้กรมชลประทานและสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปดูแลแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้แล้ว  ซึ่งก็กำชับให้ดุแลทุกพื้นที่ เพราะการทำการเกษตรน้ำจำเป็น แต่ขณะนี้ฝนไม่ตก  แต่ทั้งนี้ขอร้องอย่าปิดถนน เพราะทุกคนจะเดือดร้อน
อย่างไรก็ตามรัฐต้องภาคร่วมทั้งหมดด้วย ทั้งการหาแหล่งน้ำเพิ่มในระดับมหภาคที่ต้องมีระบบชลประทานและระดับไร่นา ที่ต้องมีการทำบ่อบาดาลหรือทำหลุมขนมครกเป็นต้น
     
 

                     นายกฯวอนชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เหตุน้ำต้นทุนน้อย สั่งกรมชลฯแก้ไข

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่เขต อ.แสวงหาและ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ประมาณ 300 คน ที่รวมตัวกันที่บริเวณ ปากคลองส่งน้ำ 5 ซ้าย -1 ขวา โครงการชัณสูตรเพื่อให้กรมชลประทาน ปล่อยน้ำให้ทำนาปีนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานในพื้นที่พูดคุยและชี้แจงประชาชนในแนวทางการบริหารน้ำเพื่อการ             ทำนาปี 2563 และรายงานให้ทราบถึงปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์             เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ที่มีน้ำใช้การเพียง 778 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 4 และน้อยกว่าปี 2562 ถึง 1,048 ล้าน ลบ.ม. หลังการชุมนุมเมื่อประชาชนรับฟังการชี้แจงประมาณ  1 ชั่วโมงเกษตรกรพอใจและเดินทางกลับ

                          นายกฯวอนชาวอ่างทองอย่าปิดถนน เหตุน้ำต้นทุนน้อย สั่งกรมชลฯแก้ไข

 “สำหรับการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ชลประทานนั้น กรมไม่ได้นิ่งนอนใจได้วางแผนล่วงหน้าที่จะดูแลพื้นที่ปลูกข้าวโดยเฉพาะ  2.6  ล้านไร่ที่ได้มีการปลูกไว้แล้ว โดยวางแผนระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ลงมาเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาชัยนาทให้อยู่ที่ระดับ  13.45 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.)  เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่แม่น้ำน้อยได้            จากอัตรา 10 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 20 ลบ.ม.ต่อวินาที  คลองชัยนาท- ป่าสักและแม่น้ำท่าจีนจะยังคงรับน้ำไว้ที่ 15 ลบ.ม.          ต่อวินาทีซึ่งวันที่ 14 ก.ค. น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในระดับ 13.45  ม.รทก. ก็สามารถที่จะบริหารน้ำเข้าระบบลประทานฝั่งซ้ายและขวาได้ในส่วนของพื้นที่การเกษตรอีก 5.4 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกกรมชลฯขอความร่วมมือให้เกษตรกร รอช่วงกลาง ก.ค. ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าเข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว ซึ่งกรมชลฯยืนยันว่าต้องบริหารน้ำตามแผนที่วางไว้เพื่อสำรองไว้ในฤดูแล้งถัดไป “ ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

 ทั้งนี้ในการเป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำผ่านระบบ VDO Conference รวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานชลประทานเครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศเมื่อ 13 ก.ค. 63 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์สภาพอากาศว่าในช่วงเดือน สค.หรือก.ย. 2563  อาจจะมีพายุหมุนเขตร้อนจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน  1-2 ลูก บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ  ทั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แนวพายุเตรียมรับมือเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกกรณี  รวมถึงการดูแลตรวจสอบระบบชลประทาน ทางน้ำในการระบายด้วย   
    สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ 13 ก.ค. 63 มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 31,838 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 8,365 ล้านลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 44,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 7,545 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 849 ล้านลบ.ม. ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูฝนทั้งประเทศ(1พ.ค.-30ต.ค.) ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้ว 5,481 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้ว 1,942ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้ คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก1,308 ล้าน ลบ.ม.ส่วนผลการเพาะปลูกข้าวนาปี ล่าสุด(ข้อมูล ณ วันที่ 8 ก.ค. 63) ทั้งประเทศมีการทำนาปีไปแล้ว ประมาณ 6.97 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนฯ(แผนวางไว้ 16.79 ล้านไร่) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 2.62 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 32 ของแผนฯ(แผนวางไว้ 8.10 ล้านไร่)