ข่าว

พบหินหายากอายุกว่า1300ล้านปีโผล่ที่อุตรดิตถ์

พบหินหายากอายุกว่า1300ล้านปีโผล่ที่อุตรดิตถ์

06 ม.ค. 2553

ตะลึงพบหินหายากอายุกว่า 1300 ล้านปีโผล่ที่เมืองอุตรดิตถ์ นักธรณีระบุชัดพบเพียงอุตรดิตถ์-น่าน ชาวบ้านแห่ขุดทำเป็นไหลดำเชื่อ ป้องกันคุณไสย-คงกระพัน

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 6 มกราคม ดร.อดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณี จำนวน 3 คน ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านน้ำพี้ หมู่ 1 ต.น้ำพี้ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ หมู่บ้านช่างตีดาบเหล็กน้ำพี้และใกล้กับพิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้ำพี้ แหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุตรดิตถ์ หลังทราบว่า ชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้นำหินมาผ่านกระบวนการความร้อนสูงจนกลายเป็นหยดน้ำเมื่อแข็งตัวจะมีสีดำและสีเขียว มีความมันวาว

 ชาวบ้านให้ความเชื่อถือกันว่า หากนำมาทำเป็นวัตถุมงคลสามารถทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยและป้องกันภูติผีปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ชั่วร้าย ป้องกันคุณไสย ผู้ที่ครอบครองจะคงกระพันชาตรี อีกทั้งให้โชคลาภ โดยชาวบ้านในละแวกดังกล่าวเรียกว่า ไหลดำน้ำพี้

 กระนั้น เมื่อไปถึงบ้านเลขที่ 43/1 บ้านน้ำพี้ หมู่ 1 ต.น้ำพี้ ซึ่งเป็นบ้านของนายฟุ้ง เชื้อนพคุณ อายุ 66 ปี อดีตช่างตีเหล็กน้ำพี้ และนางจำรัส เชื้อนพคุณ อายุ 63 ปี ภรรยา พบนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังมุงดูและเลือกซื้อวัตถุซึ่งเป็นสีดำและสีเขียว มีรูปลักษณ์เป็นวงกลม แบน คล้ายเงินเหรียญแต่จะนูน มีขนาดต่างกันไป ตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งเซนติเมตร ไปจนถึง 3 เซนติเมตร ที่เจ้าของนำมาวางโชว์เป็นจำนวนมากภายในตู้กระจกและกำลังแนะนำคุณสมบัติให้กับลูกค้า ราคาตั้งแต่ 100-300 บาท

 ผู้สื่อข่าวรายงานขณะเดียวกันที่บริเวณหน้าบ้านยังพบหินขนาดต่างๆ ลักษณะคล้ายหินดินดานมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 3 -60 นิ้วมีขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 200 กรัม ถึง 20 กิโลกรัม จำนวนกว่า 10 ก้อน กออยู่ ส่วนบริเวณหลังบ้านลูกชายเจ้าของบ้านกำลังเร่งผลิตสิ่งที่เชื่อว่า คือ ไหลดำพี้เพื่อให้ทันความต้องการของลูกค้าที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ความร้อนจากไฟอ๊อกที่ใช้สำหรับเชื่อมเหล็กทั่วไป ลนไปยังวัตถุซึ่งเป็นก้อนหินสีน้ำตาลปนดำ สังเกตเปลือกหินด้านใน เมื่อไฟจี้ล้นมากเข้าจะเป็นของเหลวมีสีดำค่อยไหลย้อยลงมายังแผ่นเหล็กที่ถูกวางรองรับไว้ด้านล่าง

 อีกทั้ง เมื่อโดนความเย็นวัตถุดังกล่าวได้เกาะตัวรวมกันเป็นก้อนกลมเหมือนก้อนนิลสีดำที่ถูกเจียรนัยแล้ว ลักษณะผิวของวัตถุชิ้นนี้มีความมันแวววาวกว่าก้อนนิลที่ถูกนำมาเป็นเครื่องประดับ แต่หากเป็นก้อนหินที่มีสีขาวคล้ายหินปูน เมื่อผ่านกระบวนเช่นเดียวกันจะกลายเป็นสีเขียว มีความมันวาวเช่นกัน

 ทั้งนี้ ดร.อดิชาติ ได้หยิบก้อนหินขึ้นมาดูและสัมผัส พร้อมกล่าวว่า หินดังกล่าวเรียกว่าแร่ซิลิก้า สำหรับไหลดำน้ำพี้ เป็นชื่อที่ชาวบ้านอาจตั้งกันเอง ภายในก้อนหินดังกล่าวประกอบด้วยแร่หลายชนิดทั้ง ควอทซ์ หรือซิลิก้า เซอร์เพนทีนและแร่เหล็ก เป็นหินที่นับว่าหายากมากในโลกนี้ ในทวีปเอเชีย มีเฉพาะที่ประเทศไทยและจีน ซึ่งไทยพบเพียง 2 จังหวัดคือ จ.อุตรดิตถ์ และน่าน ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์พบที่ อ.เมืองอุตรดิตถ์ อ.ท่าปลา อ.น้ำปาด ส่วน จ.น่านพบที่ อ.แม่จริม อ.นาน้อย และอ.นาหมื่น

 สำหรับหินชนิดนี้เดิมทีอยู่ใต้ทะเลมีอายุกว่า 1,300 ล้านปี และอยู่ลึกใต้พื้นผิวโลกมากกว่า 100 กิโลเมตร แต่มีขบวนการทางธรณีวิทยาทำให้เกิดอยู่บนพื้นผิวโลกมาแล้วกว่า 130-150 ล้านปีที่ผ่านมา ถือเป็นสิ่งที่ดีที่มีการค้นพบแร่ชนิดนี้ในประเทศไทย นับว่าเป็นขบวนการทางธรณีวิทยาที่สำคัญของโลก ที่แผ่นเปลือกโลกทั้ง 2 ทวีป ได้มีการเคลื่อนตัวมาชนกัน ทำให้แผ่นดินในพื้นที่ดังกล่าวที่เคยอยู่ใต้ท้องทะเลกลับดันตัวเองขึ้นมาสู่พื้นผิวโลกสัมผัสกับอากาศ ทำให้ปรากฏเป็นหลักฐานชี้ชัดและเป็นหลักฐานถึงทางธรณีวิทยาของเปลือกโลกว่า ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.น่าน โดยเฉพาะจุดที่พบหินดังกล่าว เคยเป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกเมื่อในอดีตเมื่อ 130 ล้านปีที่แล้ว

 ดร.อดิชาติ กล่าวว่า สำหรับคุณค่าของหินขึ้นอยู่กับว่าหินแต่ละก้อนมีความหนาแน่นของแร่ประเภทไหน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามคุณสมบัติ สาเหตุที่หินเมื่อถูกความร้อนแล้วกลายเป็นสีดำและสีเขียวนั้น เนื่องมาจากแร่ซิลิก้าเป็นแร่ชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นกระจกใสหรือขวดแก้วใส แต่ถูกธรรมชาติทำความสะอาดให้แล้ว หากมีแร่ซอร์เพนทีนซึ่งเป็นสีเขียวผสมอยู่ด้วย เมื่อเป่าลนด้วยความร้อนประมาณ 1,000 องศาขึ้นไป แร่จะไหลออกมาเป็นสีเขียวปนใส แร่ซิลิก้าหากอยู่ปนกับแร่เหล็กและดินผสมอยู่ ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า มลทิน เมื่อถูกนำมาลนด้วยความร้อนจะไหลออกมาเป็นสีดำทึบแสงเหมือนนิล แต่มีความมันเงาและแวววาวกว่านิล เนื่องจากมีแร่ซิลิก้าผสมอยู่ หากมีแร่ซิลิก้าผสมกับซอร์เพนทีนและแร่เหล็ก เมื่อถูกเผาก็จะออกมาเป็นอีกสีหนึ่งที่แปลกแตกต่างกันออกไป เนื่องจากส่วนผสมของแร่ชนิดนั้นมากหรือน้อย

 “สำหรับเรื่องที่ชาวบ้านเชื่อว่า สามารถแก้คุณไสยแก้อาถรรพ์ และสามารถรักษาหรือดูดซับพิษจากสัตว์ที่มีพิษกัดต่อยหรือใครมีไว้ครอบครองจะเกิดโชคลาภ ก็เป็นไปในเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล แต่ผลทางวิทยาศาสตร์ก็ว่ากันไปในรูปแบบหนึ่ง ไม่สามารถไปห้ามความเชื่อชาวบ้านได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมความเชื่ออย่างหนึ่ง แร่ชนิดนี้เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพราะมีความสวยงามดี อยู่ที่ฝีมือของช่างในการแปรสภาพให้ออกมาเป็นเครื่องประดับ” ดร.อดิชาติ กล่าว

 นายฟุ้ง เชื้อนพคุณ กล่าวว่า พบเห็นไหลดำครั้งแรกจากวัดน้ำพี้ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน มีการนำวัตถุชนิดนี้เข้าในพิธีสวดภาณยักษ์เมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สอบถามพระคุณเจ้าทราบว่า ช่วยขับไล่เสนียดจัญไร ป้องกันภูมิผีปีศาจ คุณไสย์ แคล้วคลาด แก้พิษจากสัตว์มีพิษกัดต่อย อาทิ ผึ้ง แตน ตะขาบ แมงป่อง งูมีพิษปลายปลากระเบนปักและแง่งปลาดุกปักเข้าที่ลำตัว ทาถูบริเวณที่ถูกกัดต่อย ซึ่งชาวบ้านให้ความเชื่อถือในเรื่องนี้มากและได้มีการพิสูจน์กันมาบ้างแล้ว ได้สืบทราบแหล่งที่มาอยู่ที่บริเวณถ้ำผาแดงและด้านหลังบ่อเหล็กน้ำพี้ จึงไปสืบเสาะค้นหามาเมื่อได้แล้วก็ทำพิธีอัญเชิญด้วยการบรวงสรวงเจ้าที่และเหล่าเทพเทวาซึ่งเป็นเทวดาที่รักษาดูแลอยู่ด้วยเครื่องบายศรี ก่อนที่จะนำมาทำเป็นเครื่องประดับจำหน่ายขายในราคาชิ้นละ 100-300 บาท และยึดเป็นอาชีพหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวมานานเกือบ 1 ปี