
จับ 88 แรงงานต่างด้าวลอบเข้าไทย พร้อมนายหน้าคนไทย ฝ่าฝืนมาตรการโควิด
จับ 88 แรงงานต่างด้าวลอบเข้าไทย พร้อมนายหน้าคนไทย ฝ่าฝืนมาตรการโควิด
ตามที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กวดขันจับกุมปราบปรามการกระทำความผิตเกี่ยวกับกลุ่มเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบตร. ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 234/2563 ลง 4 เมย.63 จัดตั้ง
ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือ "ศปชกตร." ขึ้น โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้มีการสืบสวนหาข่าวติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลผู้กระทำความผิดตลอดมาต่อมา
สืบเนื่องจากวิกฤตสถานการณ์โควิดซึ่งมีการระบาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทางรัฐบาลโดย ศบค.ได้กำหนดมาตรการปิดด่านเข้าออกประเทศทั้งหมด ทำให้สถานการณ์ในประเทศดีขึ้น ประเทศไทยปราศจากตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นเวลาเกือบสองเดือน คงมีแต่ผู้มีสัญชาติไทยที่มีสิทธิและประสงค์จะเดินเข้าประเทศซึ่งมีการตรวจพบเชื้อ และถูกกักตัวอยู่ใน state quarantine (สถานที่กักกันโรคของรัฐ) เท่านั้น
แต่ด้วยสถานการณ์ในประเทศที่ดีขึ้น ทำให้ทิศทางด้านเศรษฐกิจดีมีการจ้างงานมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะความต้องการในตลาดแรงงาน จึงมีการลักลอบขนคนงานจากประเทศที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อเข้ามาทำงานตอบสนองความต้องการของตลาด และเหตุผลดังกล่าวรัฐบาลได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวและเป็นห่วงว่าอาจเกิดการแพร่ระบาดของโรครอบสองขึ้นจากกลุ่มแรงงาน จึงได้กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดปราบปรามขบวนการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
จากมาตรการดังกล่าว ศปชก.ตร.ได้สืบสวนหาข่าวจนทราบพฤติการณ์ว่า กลุ่มขบวนการดังกล่าวเกิดจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่เคยทำงานในประเทศและอยากจะกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง ได้ติดต่อกับนายหน้าต่างชาติเพื่อให้ช่วยหาวิธีลักลอบการตรวจตราตามแนวชายแดนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะทางกว่า 500 กม.) ภายหลังจากการติดต่อนายหน้าต่างชาติก็จะประสานกับนายหน้าฝั่งไทย และหาช่องทางธรรมชาติหลบหนีเข้ามาในจังหวัดชายแดน เช่น อ.ตาพระยา อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
ต่อมาจึงได้ลำเลียงเข้ามาพักไว้ที่เขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราก่อนที่จะกระจายไปส่งยังจุดต่างๆ ในพื้นที่ชั้นใน โดยนายหน้าฝั่งไทยจะว่าจ้างรถรับจ้างมารับแรงงานเพื่อนำส่งตามจุดหมายปลายทางที่แรงงานจะไปทำงานอีกชั้นหนึ่ง
จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและวางแผนการจับกุมต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ค.63 โดยได้ส่งคนไปซุ่มสังเกตการณ์ในเขตพื้นที่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00 น.ของวันเดียวกันได้สังเกตเห็นรถยนต์เป้าหมาย จำนวน 1 คัน ขับเข้ามาในบริเวณดังกล่าวจึงได้สะกดรอยติดตาม เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุพบกลุ่มผู้ต้องหาคือ นายชวลิต ผดุงเวช กับพวก และแรงงานต่างด้าว เกือบ 100 คน พร้อมด้วยรถยนต์ที่จะนำส่งแรงงานอีก 4 คัน จอดอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามให้การรับสารภาพว่า นายชวลิต ทำหน้าที่เป็นผู้รับแรงงานต่างด้าวซึ่งหลบหนีเข้าเมืองจากจังหวัดสระแก้ว แล้วลักลอบนำเข้ามาในจุดดังกล่าว ก่อนที่จะให้ผู้ต้องหาที่เหลือได้แก่ นายวิโรจน์ เขจรสาย นายสุดล วงค์สุพรณ์, นายองอาจ ทดหสี และนายญัฐพษ์ ดอนสินทูล ซึ่งทำหน้าที่รับส่งคนงานเข้าสู่พื้นที่ชั้นในอีกต่อหนึ่งเป็นผู้นำพาคนงานต่งด้าวไปส่งต่อไป
ทั้งนี้จากการซักถาม นายชวลิต รับว่าตนจะรับเงินค่หัวแรงงานต่างด้าวมาหัวละ 1,000 บาท ก่อนที่จะมาแบ่งให้กับคนขับรถต่ละคันหัวละ 300 บาท ในส่วนของแรงงานต่างด้วรับว่าเสียค่าจ้างให้กับนายหน้าต่างชาติในการนำเข้ามาประมาณ3,000-4,000 บาท รายละเอียดอยู่ระหว่างการชยายผลชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 ได้แก่
1.นายชวลิต ผดุงเวช
2.นายวีโรจน์ เขจรสาย
3.นายสุดล วงค์สุพรรณ์
4.นายองอาจ ทดหสี
5.นายณัฐพงษ์ ดอนสินทูล
โดยกล่าวหาว่า "ร่วมกันรู้ว่าคนต่างต้าวซึ่งเข้มาในราชอาณาจักร โดยฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้เข้าพักอาศัยซ่อนเร้น หรือข่วยด้วยประการใตๆ เพื่อให้คนต่งด้วนั้นพันจากการจับกุม" และแจ้งข้อกล่าวหาแรงงานต่างด้าว จำนวนประมาณ 88 คน ว่า "เป็นคนต่างต้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรตตามข้อกำหนตในมาตรา 9 ฉบับ กีด ข้อ 5 แห่งพระราชกำหนตการ
บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 " พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลาง จำนวน 5 คัน พร้อมโทรศัพท์มือถือและเอกสารอื่นๆ เพื่อขยายผลและออกหมายจับนายหน้าในกลุ่มขบวนการต่อไป



