
ตำรวจไทยไร้อำนาจ?
ไม่ตายก็ติดคุก คำพูดแสดงให้เห็นความรู้ที่ชัดเจนว่าเส้นทางที่ผู้พูดเลือกที่จะเดินนั้นสุดท้ายปลายทางมีเพียงการเสียชีวิตจากการใช้ความรุนแรงทำร้ายกันระหว่างพวกเขากับกลุ่มอริ หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ การถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม
การแสดงความยินยอมพร้อมใจที่จะเสี่ยงถึงแม้ว่าจะมีชีวิตเป็นเดิมพันอย่างเช่นคำพูดที่ว่า “ผมกลัวที่ไหนล่ะ อย่างดีก็แค่ตาย ผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจาก ”ใจ” ที่จะต้องพร้อมแล้ว แรงสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังในการวิ่งเต้นดูแลช่วยเหลือก็เป็นอีกบริบทหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มความกล้าต่อการกระทำในสิ่งที่ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองอย่างอุกอาจฮึกเหิม และ ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายไม่จำเป็นต้องออกแรงมากนักในสภาวะการทำงานแบบฉาบฉวยพอผ่านเพื่อให้รอดไปวันๆ อันเนื่องมาจากความรู้สึกไร้ทิศทาง ไร้หลัก ไร้ความมั่นคงในการทำงานที่แผ่ซ่านอย่างมากในองค์กรตำรวจไทยยุคปัจจุบัน นายตำรวจอธิบายความล้มเหลวของการปกครองให้ผู้ปฏิบัติงานตำรวจอยู่ในแถวไม่ได้ว่า “หลักให้พวกเขายึดกลายเป็นคนนอกวงการตำรวจ แล้วจะให้ผู้บังคับบัญชา(แบบรักษาการ?)บริหารจัดการได้อย่างไร” งานที่มีผลกระทบสูงหนีไม่พ้นคดีอาชญากรรม “ต้องมานั่งระวังคนในมันกลายไปเป็นสายให้คนนอก จะทำอะไรมันส่งข่าวหนักยิ่งกว่าเดิมอีก”
วัฏจักรแห่งความรุนแรงไม่จบสิ้น วัฒนธรรมการล้างแค้นในหมู่ผู้กระทำผิดขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้นั้นส่วนหนึ่งเนื่องมาจากทั้งกลุ่มผู้กระทำและผู้ถูกกระทำไม่ประสงค์ที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขความขัดแย้ง เมื่อพวกของเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ พวกเขาจะรอล้างแค้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม “จับมันเข้าคุกก็ไม่สาสมใจ ต้องยิงมันคืน ยิงมันแล้วไปมอบตัวกับตำรวจเลย ผมอายุไม่ถึง 18 โทษไม่หนัก” คือตัวอย่างของถ้อยคำแสดงความคิดที่จะเดินตามเส้นทางอาชญากรรุ่นพี่ ถึงแม้จะรู้ว่าสุดท้ายปลายทางคือไม่ตายก็ติดคุก
การใช้ความรุนแรงโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความคิดแบบ “สัมมาสัมไป” ซึ่งหมายถึงลักษณะของการตอบแทนบุญคุณ เขามาแค่ไหน เราตอบกลับไปเท่านั้น เขามาอย่างไรเราตอบกลับไปอย่างนั้น ตัวอย่างของการใช้คำพูดที่แสดงถึงลักษณะสัมมาสัมไปเช่น “ผมต้องช่วยเขา เขาเคยเจ็บเพราะผม” ลักษณะสัมมาสัมไปนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะด้านดีที่หมายถึงการกระทำที่เป็นบุญคุณเท่านั้น
หากแต่ยังหมายถึงการตอบโต้การกระทำที่ทำไม่ดีต่อพวกเขาด้วยเข้าทำนองที่ว่า “แรงมาแรงไป” รวมถึงไม่ได้จำกัดอยู่ในพวกเดียวกัน แต่เป็นคุณลักษณะที่สมาชิกในซุ้มนำไปใช้กับคนอื่นๆ ในลักษณะของการตอบแทนทั้งในแง่บุญคุณและความแค้นด้วย ลักษณะของการตอบแทนกันไปมานี้ ทำให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวและคงไว้ซึ่งระบบลูกพี่ลูกน้อง
การปล่อยให้อำนาจนอกระบบที่เอื้อต่อความรุนแรงยังคงอยู่จะส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจที่ถูกกฎหมายของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย และเมื่อใดที่เจ้าหน้าที่รัฐไร้อำนาจแล้วนั้นประชาชนจะตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน “มีปัญหามากๆ ก็ไปเคลียร์ ใครๆ เขาก็ไปหา...?...ตำรวจยังทำอะไรเขาไม่ได้เลย”
คำถามที่ต้องหาคำตอบคือ ใครปล้นอำนาจ(ที่ชอบธรรม)ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย ?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



