
ความขัดแย้ง
สิ่งที่หลายๆ คน ค่อนข้างจะวิตกกังวลกันมากในปี 2553 นี้ ก็คือปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่มีเค้าว่าจะคุโชนและลุกลามรุนแรงขึ้นมาอีก
เพราะจนถึงขณะนี้สิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาทุกๆ เรื่อง ก็ยังไม่ได้รับการบำบัดปัดเป่าแก้ไขให้ทุเลาเบาบางลง แต่ยังคงมีสภาพเป็นไฟสุมขอนอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญก็คือทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาต่างมีจุดยืนและมุมมองของตัวเองโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายอื่นหรือแม้กระทั่งคนนอกที่พยายามยื่นมือเข้ามาหาทางออกให้
ในทัศนะของฝ่ายหนึ่งเห็นว่าปัญหาของตนเริ่มต้นจากการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง การถอดถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบเป็นเวลา 5 ปี และมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ซึ่งจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารมาใช้แทนรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 ดังนั้น ทางหนึ่งจึงต่อต้านการปฏิวัติในครั้งนั้น โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่ฝ่ายนั้นเชื่อว่ารู้เห็นหรือส่งสัญญาณให้เกิดการล้มล้างรัฐบาลของตน ซึ่งพวกเขาถือว่าได้รับการเลือกเข้ามาด้วยเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน อีกทางหนึ่งก็มีความพยายามในการล้มล้างรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอาจออกมาในรูปของการจุดชนวนเพื่อให้เกิดการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ถือว่าตนมีอำนาจโดยชอบธรรมในการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ต้องดูแลจัดการบ้านเมืองให้เป็นไปตามครรลองคลองธรรม ซึ่งรวมถึงการนำตัวผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองมาลงโทษด้วย
จริงๆ แล้ว ถ้าคิดตามหลักพุทธศาสนา สิ่งต่างๆ ที่ทุกฝ่ายกำลังประสบอยู่ในเวลานี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้ทั้งสิ้น และก็เป็นกรรมใกล้ตัวที่ไม่ต้องไปเสียเวลาระลึกชาติหรือให้ใครมาสแกนกรรมให้ คิดกันง่ายๆ ว่า ถ้าฝ่ายแรกในขณะที่ตนมีหน้าที่บริหารประเทศ แล้วทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มีความจงรักภักดีเป็นที่ตั้งลำพังความรู้ความสามารถของตนเองและสรรพกำลังด้านต่างๆ ที่มีอยู่ ก็คงจะอยู่ในตำแหน่งไปได้อีกนาน โดยไม่ต้องสะดุดขากางเกงตัวเองจนล้มคว่ำขมำหงายแบบนี้
ส่วนฝ่ายหลังนั้น แม้จะชูธงความจงรักภักดี และความสุจริตนำหน้ามาแต่ไกล แต่การปรากฏตัวไม่ค่อยจะสง่างามเท่าที่ควร ทั้งข้อกังขาในเรื่อง "ตัวช่วย" ที่มีอยู่อย่างมากมาย และกลยุทธ์ทางการเมืองประเภท "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ในสไตล์เดิมๆ
หลายคนอาจจะคิดว่า ปัญหาเหล่านี้ น่าจะยุติลงได้ด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งยอมรามือหรือยินยอมรับโทษทัณฑ์ ซึ่งก็คงได้แต่คิดเท่านั้นแหละครับ เพราะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงหรอกครับ เพราะเกมนี้มาไกลเกินจุดนั้นแล้ว คำตอบน่าจะอยู่ที่ ถ้าไม่ชนะอย่างเด็ดขาดก็ต้องแพ้อย่างราบคาบมากกว่า
สำหรับอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยอาจจะมีข้อแม้อื่นประกอบด้วย แต่คำถามก็คือใครจะสามารถรับประกันได้ว่า การหาเสียงและการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ อีกฝ่ายจะยอมรับโดยดุษณีหรือไม่ หรือจะเปิดศึกความขัดแย้งยกใหม่
เขียนมาถึงตอนนี้ นึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหนังสือเรื่อสามก๊ก ตอนที่ขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่ "คบซุนตีโจ" โดยยืมมือซุนกวนเล่นงานโจโฉจนแตกทัพเรือ แต่ขงเบ้งก็ยังเปิดทางให้โจโฉหนีรอดไปได้ เพื่อรักษาดุลถ่วงแห่งอำนาจไว้
ครับ เรื่องบางเรื่องและความขัดแย้งบางอย่าง อาจมีมากกว่าสองฝ่ายก็ได้ครับ



