
อุทาหรณ์นาธาน
ชื่อ นาธาน โอร์มาน อยู่ในกระแสสังคมมาระยะหนึ่งแล้ว เรื่องราวของเขาล้วนเต็มไปด้วยข้อกล่าวหา โกหก หลอกลวง ขาดความซื่อสัตย์ คดโกง และอีกสารพัดความเลวร้าย โดยมีหลักฐานเรื่องราว ตัวบุคคลประกอบ เพียงพอให้เชื่อได้ว่า
นาธาน โอร์มาน อาจเป็นไปตามข้อกล่าวหานั้นจริง หากแต่เมื่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเชิดชูเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีมติถอดถอนรางวัลเยาวชนดีเด่นปี 2549 ซึ่งนับเป็นรายแรกที่มีการถอดถอนนับจากก่อตั้งรางวัลมา ก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า ในบรรดารางวัลดีเด่น ยอดเยี่ยมทั้งหลาย ที่หน่วยงานต่างๆ คิดสรรมานั้น มีมาตรฐานอันควรเชื่อถือและควรแก่การนำมาเป็นตัวอย่างหรือไม่
คำว่า “เยาวชนดีเด่น” หมายถึงเยาวชน ที่ควรเป็นแบบฉบับในการประพฤติปฏิบัติตาม เมื่อความปรากฏภายหลังว่า นาธาน โอร์มาน ไม่ได้เป็นเยาวชนในเกณฑ์อายุที่กำหนด อีกทั้งการประพฤติปฏิบัติก็ไม่ควรเป็นเยี่ยงอย่าง ก็ไม่สมควรได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ คณะกรรมการอธิบายว่า นาธาน โอร์มาน เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2519 เมื่อคำนวณอายุในขณะที่รับรางวัลคือ 30 ปี ในขณะที่คุณสมบัติของเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ต้องอายุระหว่าง 15-25 ปีบริบูรณ์ นาธาน โอร์มาน จึงขาดคุณสมบัติในเรื่องอายุ ถึงแม้คณะกรรมการจะมิได้ก้าวล่วงไปถึงเหตุผลเรื่องอื่นๆ แต่สังคมก็ย่อมเข้าใจว่า ด้วยข่าวลบที่มีมาตลอดของนาธานนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการทบทวนรางวัล
เมื่อเกิดเรื่องนาธาน โอร์มาน ขึ้น ก็เกิดคำถามขึ้นมาเช่นกันว่า มาตรฐานในการมอบรางวัลดีเด่นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลแม่ดีเด่น พ่อดีเด่น ลูกกตัญญู บุคคลตัวอย่าง ฯลฯ ในนามของหน่วยงานรัฐ มีหลักเกณฑ์ และวิธีการเป็นที่เชื่อถือได้หรือไม่ เพียงใด กรณี นาธาน โอร์มาน เป็นการเสนอชื่อ ประวัติ ผลงานของบริษัทอาร์เอส ต้นสังกัดขณะนั้น ซึ่งก็ได้ข้อมูลพื้นฐานมาจากตัวนาธานเอง ฉะนั้น จึงไม่อาจกล่าวหาได้ว่า เป็นผู้ใดที่ไม่สุจริต นอกจากตัวนาธานเอง แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ในบรรดาผู้ได้รับรางวัลดีเด่นทั้งหลาย ไม่แต่เฉพาะรางวัลในแบบนาธาน โอร์มาน เหตุใดจึงล้วนเป็นดารา นักร้อง หรือเป็นพ่อ เป็นแม่คนดัง คนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ลูกตาสี ตาสา หายไปไหน
นาธาน โอร์มาน และเรื่องราวของเขา อาจจะมีให้เล่าขานกันไปอีกนาน ทั้งเรื่องเก่า และเรื่องใหม่ๆ ที่นาธานยังสนุกสนานที่จะเล่า เช่น เรื่องหนีตำรวจไปพบกระสือ และยังมีคนสนใจที่จะฟัง แม้จะฟังเป็นความบันเทิงก็ตาม แต่อย่างน้อยนิยายพาฝันของนาธาน ก็ชวนให้สังคมไทยได้ตั้งสติ และเข้าใจเรื่องราวในแบบ สมพงษ์ เลือดทหาร เข้าใจภาพมายาของนาธาน โอร์มาน ว่า ไม่ควรเชื่ออะไรง่ายๆ เพราะความเชื่อเพียงประการเดียวโดยไม่ใช่สติปัญญาไตร่ตรอง อาจนำพาให้สังคมตกลงไปอยู่ในหล่มโคลนแห่งความเท็จได้ จนถึงวันนี้ นาธาน โอร์มาน ก็ยังยืนยันว่าทุกเรื่องที่เขาเล่าล้วนเป็นเรื่องจริง และก็ยังมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ ทฤษฎีโกหกบ่อยๆ โกหกคำโตยังใช้ได้เสมอ



