ข่าว

เม็ดพลาสติกรับผลดีอาฟตาเปิดโอกาสส่งออกอาเซียนเพิ่ม

เม็ดพลาสติกรับผลดีอาฟตาเปิดโอกาสส่งออกอาเซียนเพิ่ม

06 ม.ค. 2553

เม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญชนิดหนึ่งของไทย มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณ 10.2% ต่อปี โดยอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 13.0% ต่อปี หรือมีสัดส่วนมากถึง 21.7%

 ของมูลค่าการส่งออกเม็ดพลาสติกทั้งหมดของไทย ดังนั้น คาดว่าหลังการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าเม็ดพลาสติกภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) จาก 5% เหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 จะทำให้การแข่งขันของสินค้าเม็ดพลาสติกในตลาดอาเซียนมีความรุนแรงมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าและปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกของไทยจากตลาดอาเซียน โดยเฉพาะจากสิงคโปร์จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 อย่างไรก็ตาม บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรดังกล่าว น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้การส่งออกเม็ดพลาสติกของไทยไปยังตลาดอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น ขณะที่ในระยะยาวนั้น ยังอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเพื่อขยายการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

 "ในระยะสั้นการลดภาษีศุลกากรเม็ดพลาสติกเหลือ 0% อาจส่งผลให้มูลค่าและปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกของไทยจากสิงคโปร์ขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็มีการนำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นหลัก ดังนั้น ก็อาจจะไม่ได้ทำให้การนำเข้าเม็ดพลาสติกจากสิงคโปร์เพิ่มสูงมากนัก ในขณะที่ศักยภาพการผลิตเม็ดพลาสติกของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น กลับน่าจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถส่งออกเม็ดพลาสติกไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ ในตลาดอาเซียนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยยังเกินดุลการค้าในสินค้าเม็ดพลาสติกในตลาดอาเซียนได้ต่อไป" บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ

 นอกจากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันสำคัญของไทยที่มีความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางการกลั่น การเก็บ และการกระจายน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสามของโลกแล้ว มาเลเซียก็ยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของมาเลเซียมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างมาก นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม จึงส่งผลให้มาเลเซียเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมาเป็นประเทศผู้ส่งออก

 ทั้งนี้ ในปี 2553 ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกของไทยควรต้องติดตามต่อไป ดังนี้

 1. ราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลก อาจไม่สามารถปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้มาก  ตามราคาน้ำมันดิบและปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอุปทานใหม่ที่คาดว่าจะทยอยเข้าสู่ตลาดทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง และไทย รวมทั้งสิ้นกว่า 10 ล้านตัน

 2. ความต้องการเม็ดพลาสติกในประเทศที่จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในปี 2553 น่าจะเป็นช่วงที่งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตามโครงการไทยเข้มแข็งเริ่มเกิดผลในทางปฏิบัติ อีกทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ก็น่าจะทำให้ปริมาณความต้องการเม็ดพลาสติกภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

 3. การปรับลดค่าเงินด่องของเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณความต้องการเม็ดพลาสติกในเวียดนามที่อาจลดลง ทำให้การส่งออกเม็ดพลาสติกของไทยไปยังเวียดนามมีแนวโน้มลดลง

 4. ปัญหากรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินโครงการ 65 โครงการไว้ชั่วคราว ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการผลิตในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีขั้นปลายของไทย