ข่าว

ปรับเล็ก"ไตรรงค์"นั่ง"กระทรวงหมอ"

ปรับเล็ก"ไตรรงค์"นั่ง"กระทรวงหมอ"

06 ม.ค. 2553

การปรับคณะรัฐมนตรี...เพื่อหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง "เจ้ากระทรวงสาธารณสุข" ในครั้งนี้ "ฟันธง" ว่าคงไม่ทำให้ "ผู้นำรัฐบาล" อย่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องหนักใจ

 เนื่องจากมี เพียงตำแหน่งเดียว ที่จะต้องมาแทน "วิทยา แก้วภราดัย" ซึ่งลาออกไปเพื่อรับผิดชอบกรณีความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในโครงการไทยเข้มแข็ง

 เนื่องจาก "อภิสิทธิ์" และแกนนำพรรคได้พิจารณาแล้วว่าต้อง "ปรับเล็ก" เท่านั้น และไม่ใช่ปรับครม.เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 อีกทั้งต้องไม่ทำให้พรรคเกิดความแตกแยก

 แต่ต้องเป็นที่ยอมรับในเรื่อง "ภาพลักษณ์" ที่สะท้อนออกมา

  อีกทั้ง "การปรับน้อย" เท่าไหร่แรงเสียดทานก็จะน้อยตามไปด้วย โจทย์ที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาเป็นตัวตั้งในการเฟ้นหาบุคลากรเป็นอันดับแรกคือ นายกรัฐมนตรีเคาะแล้วว่าต้องการปรับเล็ก และคนที่มานั่งตรงนี้ต้องมีภาพความโปร่งใส มีประสบการณ์ทางการเมือง และต้องสยบแรงกระเพื่อมภายในพรรคด้วย

 และเมื่อเอาภาพความสุจริตโปร่งใสเป็นตัวตั้ง การยอมรับจากสังคม กู้ภาพลักษณ์การทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีจึงต้องทำการเมืองให้นิ่งก่อนที่จะรับศึกหนักอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการปรับ ครม.ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ "การเมืองนิ่งที่สุด"

 ดังนั้นหากพิจารณาตรงจุดนี้แล้ว "หวย" จึงมาตกที่ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ส.ส.สัดส่วน เพราะเป็นคนที่มีทั้งภาพลักษณ์ดี มีความอาวุโสในพรรค และคนในพรรคเองก็รักนับถือและทำงานร่วมกับทุกคนได้

 และที่ผ่ามมา "ไตรรงค์" ก็ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งใน-นอกพรรค แถมมีดีกรีระดับดอกเตอร์และโดดเด่นในเรื่องของชั้นเชิงทางการเมืองอย่างหาตัวจับยาก เป็นคนไม่ซีเรียส มีมุกตลกๆ อีกทั้งมีประสบการณ์เป็นอดีตรัฐมนตรีมาแล้ว

 และ "ไตรรงค์" ยังเป็นคนที่เรียกว่า "ถึงลูกถึงคน" ซึ่งถือว่าครบเครื่องเปรียบได้กับ "ขิงแก่"

 ส่วนความสัมพันธ์กับฝ่ายค้านนั้น "ไตรรงค์" ก็มีคอนเนกชั่นที่ดี แถมยังใจนักเลงสามารถพูดคุยกันได้ ถือว่า "ครบเครื่อง"

 ดังนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้จัดการรัฐบาลอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" จึงตัดสินใจได้ไม่ยากเพราะ "ไตรรงค์" นั้นมีจุดแข็งอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว

 อย่างไรก็ตาม "ไตรรงค์" เคยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พรรคมาแล้ว เมื่อครั้งที่ "อภิสิทธิ์" เคยเสนอชื่อ "ไตรรงค์" ให้ที่ประชุมพิจารณาไปนั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แทน "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะผ่านการรับรองของกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรคในวันที่ 6 มกราคมนี้

 ส่วน "กอร์ปศักดิ์" ก็นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจเหมือนเดิม

 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขยังเป็นกระทรวงหนึ่งที่ฝ่ายค้านหมายมั่นปั้นมือว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน

 ดังนั้นหาก "ไตรรงค์" มานั่งในตำแหน่งนี้ก็จะทำให้น้ำหนักที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกลดทอนลงทันที

 เพราะเชื่อได้ว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะมีความเกรงใจ "ไตรรงค์" อยู่บ้างไม่มากก็น้อย จึงทำให้น้ำหนักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ตกหนักอยู่ที่ "กอร์ปศักดิ์" ทันที ในฐานะที่รับผิดชอบนโยบายชุมชนพอเพียง

 แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับมองว่าเป็นเรื่องดีที่ "กอร์ปศักดิ์" จะได้ถือโอกาสชี้แจง ในส่วนที่สังคมยังคลางแคลงใจ

 และหากเทียบชั้นมวยระหว่าง "ไตรรงค์" กับ "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ส.ส.นครศรีธรรมราช "ชินวรณ์" นั้นเหมาะสมที่จะเป็น รมช.ศึกษาธิการ ส่วน "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ส.ส.กทม.ก็เหมาะที่จะเป็น รมช.แรงงาน สำหรับ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พัทลุง ก็เหมาะที่จะนั่งในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านกฎหมายมากกว่า

 แต่ทั้ง 3 คน ไม่ใช่ภาพของ "นักบริหาร" ขณะที่ปัญหาภายในกระทรวงสาธารณสุขนั้น ไม่ใช่ปัญหาในเชิงกฎหมาย แต่เป็นเชิงการเมืองล้วนๆ

 อย่างไรก็ตาม คนที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้คงต้องรับบทหนักแน่ เพราะกระทรวงนี้เป็น "กระทรวงหัวหมอ" โดยแท้ ดังนั้นจึงถือเป็น "งานหิน" สำหรับ "ไตรรงค์" เมื่อต้องเข้ามาทำงานตรงจุดนี้

  และถือว่าเป็นกระทรวงที่จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ทำงานยากกระทรวงหนึ่ง เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในสังคมว่าเป็น "กระทรวงการเมือง" และเป็นกระทรวงปูฐานเสียงให้พรรคการเมืองได้

 ส่วนข้าราชการก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ชมรมแพทย์ชนบท และแพทย์ฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ค่อยกินเส้นกันนัก !!! ทำให้ "เจ้ากระทรวง" ต้องปวดหัวบ่อยครั้งและทำงานเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะหมอเป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเอง หรือ "อีโก้" สูง และ "หมอ" ไม่กลัวนักการเมือง

 และคงต้องพิสูจน์ฝีมือ "ไตรรงค์" ในฐานะ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ ว่าจะสอบผ่านเหมือนงานด้านเศรษฐกิจหรือไม่??

 โดยงานแรก คงต้องประเดิมงานในการสานต่อ "โครงการไทยเข้มแข็ง" ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 8.6 หมื่นล้านบาท

 นอกจากนี้ "ไตรรงค์" ยังต้องแก้ "ภาพลักษณ์" ของกระทรวง ที่มักถูกจับตามองในเรื่องทุจริตอีกด้วย

 “ศรุติ ศรุตา”