
ภท.อุ้มมานิตอยู่ต่อปปช.เชือดถึงออก
มติที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยอุ้ม"มานิต"นั่งรมช.สธ.ต่อ อ้างรอผลสอบ ป.ป.ช.ก่อนหากชี้ผิดจริงพร้อมออก ขณะที่ วิทยา ดอดกราบ"พระแม่ธรณีฯครบรอบ55ปี
(5ม.ค.)ที่พรรคภูมิใจไทยได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมีแกนนำเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ นายศุภชัย โพธิ์สุ รวมทั้ง นายมานิต นพอมรบดี รมช.กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวาระสำคัญ คือ การหารือถึงกรณีที่นายมานิต ถูกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตโครงการไทยเข็มแข็ง ที่ระบุให้นายมานิตต้องรับผิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข โดยภายหลังการประชุมนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค และนายมานิต ได้แถลงข่าว โดยที่ประชุมมีมติให้นายมานิตนั่งในตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข ต่อ
นายมานิต ได้ชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาในการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข และจะขอชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว เมื่อมีการเปิดสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ
" ผมได้ชี้แจงที่ประชุมพรรควันนี้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลงบ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกดดัน ล้วงลูก หรือจัดสรรงบลงในพื้นที่ตัวเอง อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และมีการชี้มูลความผิดแล้ว ก็พร้อมรับผิดชอบด้วยการลาออก รวมถึงหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาก็พร้อมที่ชี้แจงในสภา" นายมานิต กล่าว
“วิทยา”ดอดกราบ"พระแม่ธรณีฯครบรอบ55ปี
นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรมว.สาธารณสุข หลังจากที่ได้ลาออกจากตำแหน่ง ก็ได้เดินทางเข้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 55 ปี ในวันที่ 5 ม.ค. ทั้งนี้ หลังจากที่นายวิทยาได้สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมเป็นที่เรียบร้อย ผู้สื่อข่าวได้พยายามขอสัมภาษณ์นายวิทยา แต่นายวิทยาได้ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดๆทั้งสิ้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ก็ได้มีบุคคลสำคัญของพรรคเข้าร่วมอวยพรวันเกิดนายวิทยา อาทิ นายชุมพล กาญจนะ ประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้นายวิทยายังได้มอบพระให้กับผู้ที่เข้าร่วมอวยพร ซึ่งเป็นพระพุทธชินสีห์ จากวัดบวรนิเวศวิหาร
สธ.ตั้งกก.โครงการไทยเข้มแข็งชุดใหม่ทบทวนรายละเอียด
ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขว่า ในวันนี้ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 2/2553 แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนความเหมาะสมและแก้ไขโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขชุดใหม่ โดยยกเลิกคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขเดิมที่ 1588/2552 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมการชุดใหม่มีทั้งหมด 29 คน มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 4 ด้าน รองอธิบดีทุกกรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ประธานชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 8 และ 17 ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กระทรวงสาธารณสุข ประธานชมรมแพทย์ชนบท ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก ผู้แทนจากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย นิติกรกลุ่มกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข มีผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์เป็นเลขานุการ และผู้อำนวยการสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาคเป็นผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่พิจารณาทบทวนความเหมาะสมรายละเอียดของโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ของกระทรวงสาธารณสุข แก้ไขปัญหาอุปสรรคของโครงการ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ในส่วนความก้าวหน้าโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับวงเงินในปีงบประมาณ 2553 ตามพระราชกำหนด 11,500 ล้านบาท ซึ่งแบ่งรายการพิจารณาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 รายการ ราคา และสถานที่คงเดิมตามที่พื้นที่เสนอขอในโครงการฯ กลุ่มที่ 2 รายการ สถานที่คงเดิม แต่ปรับราคาลงตามการถอดแบบประเมินราคาปริมาณวัสดุของกองแบบแผน หรือบีโอคิว (Bill of Quality) และกลุ่มที่ 3 มีการเปลี่ยนชื่อรายการ สถานที่ หรือราคาลดลงแต่ไม่ใช้บีโอคิว
ผลการพิจารณาในกลุ่มที่ 1 เห็นชอบให้ดำเนินการในเบื้องต้นได้ 4 รายการ ได้แก่ โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล 2 รายการ วงเงิน 1,534 ล้านบาทเศษ ประกอบด้วย รถพยาบาลพร้อมเครื่องช่วยหายใจและเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินระหว่างการส่งต่อ 829 คันคันละ 1.8 ล้านบาท รวม 1,492.2 ล้านบาท และรถพยาบาลฉุกเฉินเป็นรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1 ตัน ต่อเติมหลังคาไฟเบอร์กล๊าสพร้อมอุปกรณ์การแพทย์ จำนวน 63 คัน ราคาคันละ 669,800 บาท รวม 42.195 ล้านบาท และงบบริหารจัดการโครงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเครือข่ายบริการทุกระดับ 20 ล้านบาท และรถพยาบาลฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตของโรงพยาบาลชุมชนใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในโครงการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลเพื่อ การจัดบริการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ รพ.สุคิริน รพ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รพ.มายอ รพ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รพ.บันนังสตา รพ.กาบัง จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระบรมราชินีนาถ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา รพ.ควนโดน รพ.ทุ่งหว้า จ.สตูล รวมทั้งหมด 10 คัน คันละ 1.8 ล้านบาท วงเงิน 18 ล้านบาท
ส่วนสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์อื่นๆ ที่ประชุมเห็นชอบในความเหมาะสม แต่ได้มอบให้นายแพทย์สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย นพ. เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ นพ. ประทีป เมฆประสาน นพ. วีระพงษ์ เพ่งวาณิชย์ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค และเจ้าหน้าที่กองแบบแผน ร่วมพิจารณาราคาให้เหมาะสม และนำเสนอผลการพิจารณาให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาอีกครั้ง ประกอบด้วย รายการสิ่งก่อสร้างของโรงพยาบาลชุมชน เช่น อาคารผู้ป่วย โรงครัว โรงซักฟอก ระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 21 รายการ วงเงิน 712.015 ล้านบาท และสิ่งก่อสร้างโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ เช่น อาคารผู้ป่วย อาคารโภชนาการ อาคารทันตกรรม 11 รายการ วงเงิน 194.912 ล้านบาท สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของกรมการแพทย์ จำนวน 10 รายการ วงเงิน 61.36 ล้านบาท
โครงการก่อสร้างอาคารที่พักนักศึกษาในโครงการผลิตพัฒนาศักยภาพแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขรวม 4 รายการ วงเงิน 383 ล้านบาท ที่ประชุมมีมติเป็นชอบในหลักการ และสิ่งก่อสร้างในโครงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเครือข่ายทุกระดับ 24 รายการ เช่น บ้านพักเจ้าหน้าที่ ระบบบำบัดน้ำเสีย วงเงิน 256.465 ล้านบาทและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,000 กิโลวัตต์ของรพ.ปัตตานี รพ.นราธิวาส รวม 20 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในวันนี้ และในวันพรุ่งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะทำหนังสือปลดล็อค แจ้งให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดทราบ เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่ต่อไป นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว
สำหรับรายการอีก 2 กลุ่มที่เหลือ คือกลุ่มที่ 2 รายการ สถานที่คงเดิม แต่ปรับราคาลงตามบีโอคิว ของกองแบบแผน มีการปรับรายการที่ไม่จำเป็นออกเล็กน้อย วงเงินเดิม 4,077.743 ล้านบาท และปรับลดวงเงินเหลือ 3,544.457 ล้านบาท ลดลงประมาณ 500 ล้านบาท เมื่อได้ข้อยุติก็จะเดินหน้าต่อไปในสัปดาห์หน้า และกลุ่มที่ 3 มีการเปลี่ยนชื่อรายการ สถานที่ หรือราคาลดลงแต่ไม่ใช้บีโอคิว ต้องมีการพิจารณา รวบรวมเสนอ ครม.ต่อไป เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ



