
อภิสิทธิ์เร่งรัดทุกกระทรวงเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง
"มาร์ค" แจ้งกลาง ครม. เร่งรัดทุกกระทรวงเบิกจ่ายไทยเข้มแข็ง วงเงิน 1.99 แสนล้านบาท เพิ่งอนุมัติแค่ 2.18 หมื่นกว่าล้านบาท "ชวรัตน์" คุยส.ส.พรรคมีคุณสมบัติพร้อมเป็นรัฐมนตรีได้ทุกคน ขอหารือเรื่องปรับครม.ในที่ประชุมพรรค รองประธานวุฒิสภาบี้รัฐบาลเดินเครื่องหาข
เมื่อเวลา 12.10 น.วันที่ 5 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมครม. ว่า ในที่ประชุมครม.กระทรวงการคลังได้รายงานให้ที่ประชุมครม.ทราบความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งตามที่ได้ทำรายงานเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2553 ซึ่งโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้วมีจำนวน 21,897 ล้านบาท จากวงเงินของโครงการจำนวนทั้งสิ้น 199,000 ล้านบาท นอกจากนี้ในที่ประชุมครม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่าย เพราะที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายค่อนข้างช้ามาก
"ชวรัตน์"คุยส.ส.ภูมิใจไทยพร้อมเป็นรมต.ได้ทุกคน
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการหารือปรับคณะรัฐมนตรีในตำแหน่งของนายมานิตย์ นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า ยังไม่มีการหารือภายในพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งยังไม่มีการหารือกับแกนนำของพรรคทางโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ส.ส.ของพรรคมีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้ทุกคน ส่วนเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนั้น ถือเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีต้องกำกับดูแลข้าราชการให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีของนายมานิตย์ถูกวางยาจากข้าราชการประจำหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เรื่องนี้ตอบยาก
รองประธานวุฒิสภาบี้รัฐบาลเดินเครื่องหาข้อสรุปแก้รธน.
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน 2 ประเด็นของพรรคร่วมรัฐบาลว่า แม้จะมีส.ว.บางกลุ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ตนก็เชื่อว่าส.ว.ที่เหลือส่วนใหญ่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และให้รัฐบาลทำงานได้อย่างสะดวก แต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรต้องนำมาคุยกันในวิป 3 ฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นการแก้ไขก็จะเละเทะ และบ้านเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ ทั้งนี้รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายเดินเครื่องเป็นตัวจักรในการเริ่มเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามายังรัฐสภาก่อน ถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้บ้านเมืองสงบสุขและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจริงๆ
นายนิคม กล่าวด้วยว่า มองว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายได้เปรียบจากการใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ก็คงต้องพยายามชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญและซื้อเวลาไปให้นานที่สุด ซึ่งคงต้องติดตามดูทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างใกล้ชิดว่ามีความประสงค์จะผลักดันในเรื่องนี้จริงหรือไม่ และมีวาระแอบแฝงอะไรหรือไม่
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องรอให้ฝ่ายค้านเข้ามาร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจึงจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่ นายนิคม กล่าวว่า ไม่จำเป็น ลำพังเพียงแค่รัฐบาลและส.ว.ก็มีเสียงเกินพอ แม้กลุ่ม 40 ส.ว.ต้องการให้ส.ว.ที่เหลือถอนชื่อจากการเตรียมญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนเชื่อว่าส.ว.ส่วนใหญ่ไม่ถอนแน่นอนเพราะทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ



