ข่าว

“จิ๋ว-เหลิม”นำทัพลุยเลือกตั้งซ่อมปราจีนบุรี

“จิ๋ว-เหลิม”นำทัพลุยเลือกตั้งซ่อมปราจีนบุรี

05 ม.ค. 2553

“บิ๊กจิ๋ว-เหลิม”นำทัพลุยต่อลต.ซ่อมปราจีน โบ้ยผลลต.ซ่อมสารคามชนะแค่พันกว่าตรงกับปีใหม่คนใช้สิทธิ์น้อย ชี้ฝ่ายตรงข้ามใช้อำนาจรัฐฐานเสียงแข็ง

(5ม.ค.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่านัวนพรุ่งนี้ (6 มค.)พรรคเพื่อไทยจะระดมแกนนำพรรคทั้งหมดและส.ส.ของพรรคกว่า 80 คน นำโดยแกนนำพรรค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จ.ปราจีนบุรี เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมจ.ปราจีนบุรี โดยเปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณแยกสามทหารกบินทร์บุรีเวลา 15.00 น. ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล มากกว่าเป็นการแข็งขันระหว่างบุคคล โดยเชื่อมั่นว่า พรรคจะได้รับความไว้วางใจเช่นเดียวกับการเลือกตั้งซ่อมเขต 1 จ.มหาสาราคามเมื่อวันที่ 3 มค.ที่ผ่านมา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำพรรคได้วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งซ่อมที่จ.มหาสารคามหรือไม่ เนื่องจากผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยเพียงพันกว่าคะแนน โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เมื่อวานนี้ 4 มค. คณะยุทธศาตร์และการเมือง ได้ประเมินเหตุที่คะแนนของทั้งสองพรคสูสีกันเนื่องมาจาก พรรคมีเวลาหาเสียงลงพื้นที่น้อย อีกทั้งแกนนำและส.ส.หลายคนต้องลงพื้นที่ทำกิจกรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยต้องระวังในการของการระดมสรรพกำลังไปช่วยหาเสียงเนื่องจากถูกจับตาจากฝ่ายตรงข้าม เราจึงระมัดระวังเรื่องร้องเรียนประกอบกับติดช่วงวันหยุดปีใหม่ทำให้ประชาชนมาใช้สิทธิ์น้อยเพียงแค่ร้อยละ 65 นอกจากนี้ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคภูมิใจไทยยังมีผู้สมัครที่มีฐานเสียงค่อนข้างแข็งและรัฐบาลก็ใช้ทั้งอำนาจรัฐระดมช่วยหาเสียงมีตัวช่วยเยอะ

 เมื่อถามว่า ได้ประเมินหรือไม่คะแนนที่ไม่ชนะขาดแบบนี้ในอนาคตจะกระทบต่อกระแสของพรรคในการเลือกตั้งใหญ่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ไม่น่าจะกระทบ เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในพรรคก็ไม่ได้แสดงความกังวล แต่เห็นว่าพรรคจะต้องหาเสียงอย่างหนักเพื่อชนะในการลือกตั้งซ่อมที่ปราจีนบุรีให้ได้ เพราะเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรครัฐบาลด้วย

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งหลังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตโครงการในกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง และมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุขได้แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่งไปแล้วจึงเหลือแต่นายมานิต นพอมรวดี รมช.สาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่พยายามสร้างภาพว่า พรรคตนเองซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงบ้านกินเมือง แต่กล่าวหาพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะที่เคยกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าทุจริตนั้น วันนี้การที่นายอภิสิทธิไม่สามารถจัดการใช้กฎเหล็กกับพรคร่วมรัฐบาลได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ต่อสาธารณชนแล้วว่า ใครกันแน่ที่เข้าบริหารราชการแล้วมีการทุจริต คดโกง ยังไม่นับกรณีอื่นๆตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตให้เห็นโดยตลอด เช่น ในสมัยชวน ๑ ก็มีปัญหาเรื่อง สปก.๔-๐๑ สมัยชวน ๒ ก็มีปัญหาเรื่องการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินในราคาถูก (คดี ปรส.) ซึ่งมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็น รมว.คลัง คดียางพารา ของนายจุลินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รมช.พาณิชย์ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องหลังดังกล่าวอยู่ในชั้นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

 “สำหรับเรื่องทุจริตในกระทรวงสาธารณสุขนั้น ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีว่า อย่าเพียงสร้างภาพว่าตัวเองบริสุทธิ์ เมื่อมีข้อมูลการทุจริตเกิดขึ้นแล้วก็สั่งให้รัฐมนตรีลาออกและเรื่องก็จบไปเท่านั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งกฏเหล็กที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจังต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ อย่าทำให้กฎเหล็กกลายเป็นแค่กฏเด็กที่กำหนดขึ้นเพื่อการเล่นขายของเท่านั้น เพราะหากนายอภิสิทธิ์ไม่สามารแสดงความเป็นผู้นำพรค ใช้กฎเหล็กกับพรรคร่วมได้ ไม่สามารถปลดนายมานิตลาออกได้ ทั้งที่มีข้อมูลว่า นายมานิตมีล้วงลูกและปั้นงบกระทรวงสาธารณสุขสูงกว่าความเป็นจริง และยังมีคดีซุกหุ้น อีก 2 คดี อีก ดังนั้นนายอภิสิทธิ์อย่ามัวซื้อเวลาเพื่ออยู่ในอำนาจ แต่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่ได้ออกนโยบายดังกล่าวต้องร่วมรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๑ เมื่อไม่สามารถทำให้นายมานิตย์ออกจากตำแหน่งได้นายอภิสิทธิ์ก็ต้องควรลาออกเองหรือยุบสภาไปเลย ไม่ใช่เอาแต่สรรเสริญว่าเป็นการแสดงสปิริตทางเมืองรัฐมนตรีในพรรคของตัวเองที่ลาออกไปแล้ว แต่ต้องกล้าที่จะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อรัฐมนตรีคนนั้นด้วย” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว