ข่าว

"พาณิชย์"เพิ่งตื่นเปิดสายด่วนอาฟตา1385

"พาณิชย์"เพิ่งตื่นเปิดสายด่วนอาฟตา1385

05 ม.ค. 2553

"พาณิชย์" เปิดสายด่วน 1385 ติดตามช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีภายใต้กรอบอาฟตา ดีเดย์ 8 ม.ค.นี้ ชี้สินค้าไทยมีโอกาสขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น

นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามดูแลหลังจากกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ได้ปรับลดกำแพงภาษีในหลายพันรายการ เริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าเกษตรบางรายการอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และเมล็ดกาแฟ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางติดตามและช่วยเหลือผ่านกองทุนช่วยเหลือผลกระทบจากเอฟทีเอ รวมทั้งจะเปิดศูนย์ฮอตไลน์ 1385 ซึ่งผู้ที่คิดว่าได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว สามารถสอบถามผ่านสายด่วนดังกล่าวได้ในวันและเวลาราชการ

 ทั้งนี้ ศูนย์ฮอตไลน์ดังกล่าวมีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานศูนย์ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มกราคมนี้

 นายวิจักรกล่าวว่า ภายใต้กรอบอาฟตามีทั้งผลดีและผลเสีย ซึ่งข้อดีคือจะทำให้สินค้าไทยเข้าไปในตลาดเพื่อนบ้านได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าว ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย จะเปิดให้ข้าวไทยเข้าไปในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูปริมาณการส่งออกข้าวในปี 2552 ไทยสามารถส่งออกได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8.57 ล้านตัน จากเป้าหมายเดิมที่ 8.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกว่า 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2553 หลายสำนักคาดการณ์ว่าความต้องการข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น และเห็นว่าไทยจะส่งออกข้าวได้กว่า 10 ล้านตัน

 ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศประเมินการส่งออกข้าวในปีนี้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านตัน แต่คงจะไม่ถึง 9.5 ล้านตัน แม้ว่าราคาข้าวในตลาดโลกโดยเฉลี่ยต่อตันจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 20-30% ดังนั้น ไทยจะต้องรักษาคุณภาพข้าวให้มีเสถียรภาพและขณะนี้ในภาพรวมราคาข้าวไม่กระโดดเหมือนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามากจนเกินไป และเป็นราคาที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง

 นอกจากนี้ ทางกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศโควตาข้าวปี 2553 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา โดย 80% จัดสรรให้แก่ผู้ส่งออกที่มีประวัติการส่งออกข้าวไปอียูในช่วง 3 ปีย้อนหลัง และ 20% ที่เหลือจัดสรรให้แก่ผู้ส่งออกข้าวที่มีปริมาณ หรือมูลค่าการส่งออกข้าวไปต่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีผู้ค้าข้าวจำนวน 106 ราย ได้รับการจัดสรรภายใต้โควตาข้าวอียู จำนวนกว่า 21,000 ตัน และข้าวหักจำนวน 52,000 ตัน มีผู้ได้รับการจัดสรรจำนวน 12 ราย ซึ่งขอให้เอกชนที่ได้รับการจัดสรรยืนยันขอรับส่วนจัดสรรภายในวันที่ 6 มกราคมนี้