ข่าว

กัดฟันตรึงค่าเอฟทีสวนทางต้นทุนพุ่ง

กัดฟันตรึงค่าเอฟทีสวนทางต้นทุนพุ่ง

05 ม.ค. 2553

เรกูเลเตอร์ สั่งตรึงค่าเอฟทีงวดม.ค.-เม.ย. ตามนโยบายรัฐ สวนทางต้นทุนค่าก๊าซพุ่ง แถมซ้ำด้วยปัญหาก๊าซขาดช่วง ดันค่าเอฟทีจริงสูงถึง 1.26 บาทต่อหน่วย เผยกฟผ.รับภาระรวม 1.5 หมื่นล้าน

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า เรกูเลเตอร์ได้ประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดือนมกราคม-เมษายน 2553 โดยตรึงไว้ที่ระดับเดิม 92.55 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เก็บจากประชาชนรอบนี้อยู่ที่ 3.17 บาทต่อหน่วย ซึ่งการตรึงค่าเอฟทีดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ตรึงค่าเอฟทีไปถึงเดือนสิงหาคมนี้ แต่ก็ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแบกภาระค่าเอฟทีรวมทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท

 ส่วนการปรับโครงสร้างการคำนวณค่าเอฟทีใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล คาดว่าจะใช้ได้ในปี 2554 ซึ่งจะทำให้ค่าเอฟทีสะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้อย่างแท้จริง จากปัจจุบันที่นำค่ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า การรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและอื่นๆ มารวมในค่าเอฟที ทำให้ต้นทุนสูงกว่าค่าเชื้อเพลิงจริง

 ด้านแหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ค่าเอฟทีงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2553 จริงๆ แล้วต้องเพิ่มเป็น 1.26 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 92.55 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งหากไม่ตรึงค่าเอฟทีไว้ค่าไฟฟ้ารอบนี้จะเป็น 3.51 บาทต่อหน่วย เพราะต้นทุนค่าก๊าซฯ ปรับขึ้นเป็น 230 บาทต่อล้านบีทียู รวมทั้งกรณีผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำและน้ำมันดีเซลแทนก๊าซฯ ที่ขัดข้องเดือนสิงหาคม ทำให้ต้นทุนเพิ่มอีกกว่า 300 ล้านบาท

 "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น จะให้ กฟผ.และ ปตท.รับภาระแทน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่าใครจะรับเท่าไร แต่เบื้องต้นปตท.สามารถชดเชยจากค่าประกันภัยได้ 80 ล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว

 ส่วนกรณีหยุดจ่ายก๊าซฯ จากแหล่งบงกชในอ่าวไทยนั้น เรกูเลเตอร์จะพิจารณาว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระมาที่ค่าเอฟทีหรือไม่ โดยจะพิจารณาในค่าเอฟทีเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2553 รวมทั้งจะพิจารณาชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)  โดยในปี 2553 กฟน.ต้องชดเชยรายได้ให้ กฟภ.ประมาณ 9,000 ล้านบาท และกฟผ.ชดเชยให้ กฟภ.อีก 3,000-4,000 ล้านบาท