
อสังหาฯปี53สดใสบ้านกว่า3ล้านบูมต่อ
ภาวะตลาดรวมอสังหาหาริมทรัพย์ไทยปี 2553 ยังดีต่อเนื่อง นั่นเป็นการคาดการณ์ผู้ประกอบการที่มีต่อธุรกิจ ภายใต้ความกังวล "ปัญหาการเมือง" มุมมองที่ดีนี้เป็นการประมาณการต่อนื่องจากยอดขายในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปี 2552 ที่ฟื้นตัว จนทำให้ภาพรวมของปี 2552 ผู้ประกอบกา
ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะหนุนธุรกิจต่อด้วยการยืดเวลามาตรการด้านภาษี และค่าธรรมเนียมการโอนออกไปเพื่อให้ภาคธุรกิจลื่นไหลดีตามเศรษฐกิจ แต่หากไม่ต่อมาตรการภาษี ภาพรวมการเติบโตกำไรไม่มาก
หากมองไปถึงปี 2553 ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่น่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อบ้านมีมากขึ้น ตลาดบ้านราคาระดับกลางที่สูงกว่า 3 ล้านบาท น่าจะได้รับผลดี มีเหวี่ยงดีต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน กิจกรรมเปิดโครงการใหม่ที่มีการชะลอไปในปี 2552 น่าจะกลับมาเปิดตัวใหม่ในปี 2553 เป็นการเพิ่มปริมาณสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งประเมินการเติบโตของยอดจองบ้านในระดับ 10-15%
ในส่วนของการทำกำไร แนวโน้มผู้ประกอบการอสังหาฯ ยังคงรักษาไว้ได้ในเกณฑ์ที่สูง เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างหลัก ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น และอื่นๆ ในปี 2552 ต่างมีราคาที่ลดลงจากปี 2551 ทำให้ต้นทุนการพัฒนาสินค้าส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2553 ที่ดำเนินการสร้างในปี 2552 ถึงต้นปี 2553 ยังอิงราคาวัสดุในปี 2552
อย่างไรก็ตาม การประหยัดภาษีค่าธรรมเนียมการโอน และภาษีธุรกิจเฉพาะที่ได้ถึงไตรมาส 1 ปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นบนการคาดการณ์ไม่ต่อมาตรการภาษี ด้วยเหตุนี้ฐานกำไรส่วนใหญ่จะเติบโตได้ยาก ยกเว้นบริษัทที่มีรายได้เติบโตสูงจากยอดขายล่วงหน้า หรือรายได้จากบริษัทร่วมเพิ่มหรือการประหยัดรายจ่ายภาษี
แนวโน้มของที่อยู่อาศัยทุกประเภท ทั้งห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว น่าจะมีแนวโน้มที่เติบโตแตกต่างกันไป แต่สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมน่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงปีหน้า ถ้ายังยืนอยู่บนพื้นฐานความต้องการของตลาดที่แท้จริง ก็จะยืนอยู่ได้ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรก็จะยังเดินต่อไปได้แน่นอน
ทั้งนี้ หากพูดถึงทำเลยอดฮิตที่ยังคงมีผู้ประกอบการสนใจนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทำเลที่ยังเป็นที่นิยมสูงสุดคือสุขุมวิท รองลงมาได้แก่ สาทร สีลม พระราม 3 ตามลำดับ ส่วนคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้าที่ยังคงขายได้ดีในปีหน้า มี 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นต่อขยายอ่อนนุช เส้นสาทร วงเวียนใหญ่ เพชรเกษม เส้นรัชดาภิเษก ลาดพร้าว และเส้นแอร์พอร์ตลิงก์
กล่าวโดยสรุปคือ หากการเมืองนิ่ง ทุกฝ่ายต่างเชื่อว่าแนวโน้มภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นในช่วงปี 2553 และเป็นการเติบโตอย่างมั่นคง ไม่มีแนวโน้มจะเป็นการเติบโตแบบฟองสบู่ เพราะเชื่อกันว่าผู้ประกอบการต่างมีบทเรียนจากปี 2540 และราคาขายตอนนี้ก็ไม่ได้หวือหวา หรือจูงใจให้เกิดการเก็งกำไร และสถาบันการเงินเองก็มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะมีประสบการณ์จากปี 2540 แล้วเช่นกัน
ปรียา เทศนอก



