
เปิดค้าเสรีอาเซียน(อาฟตา)ผู้บริโภคได้-ผู้ผลิตต้องปรับตัว
ถึงเวลานี้คงไม่จำเป็นจะต้องมาพูดกันถึงว่าประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังกับการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป อาฟตาจะมีผลโดยสมบูรณ์ด้วยการลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการเป็น 0%
(ยังเหลือยกเว้นสินค้าอ่อนไหวสูง) สำหรับกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ส่วนสมาชิกอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และ เวียดนาม จะเริ่มในปี 2558
ผลกระทบมีทั้งด้านบวกและลบ
อาฟตาจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทยอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยจะได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ แต่ในด้านบวกจะมีมากกว่า โดยทำให้ไทยมีดุลการค้าได้เปรียบอาเซียนมากยิ่งขึ้น จากปี 2552 ที่คาดว่าจะมีดุลการค้ากับอาเซียนมูลค่าราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งมีความมั่นใจว่าไทยจะสามารถแข่งขันด้านการค้ากับประเทศในภูมิภาคนี้ได้
ส่วนผลด้านลบที่หลายฝ่ายเป็นห่วง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร พืช ผัก ผลไม้ และอุตสาหกรรมป่าปลูก รวมทั้งผู้ประกอบการไทยบางรายนั้น ควรจะต้องปรับตัวรับกับการแข่งขันเพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้วางมาตรการดูแลไว้แล้วผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า หรือกองทุนเอฟทีเอ
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเปิดนำเข้าสินค้าด้วยภาษี 0% ในกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศ จะส่งผลให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น และในราคาที่ถูกลง โดยสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมจะต้องดูว่าเป็นสินค้าที่มีต้นทุนวัตถุดิบอยู่ในกลุ่มอาเซียนมากกว่า 40% จึงจะได้รับการลดภาษีเหลือ 0% สำหรับผู้ส่งออกจะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบที่ราคาถูกลง ช่วยให้ต้นทุนการผลิตถูกลงและขยายการส่งออกได้มากขึ้น แต่ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาสินค้าให้มีศักยภาพแข่งขันในตลาดได้ด้วย
แนะออกยุทธศาสตร์รายสินค้า
ดร.อัทธ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลกระทบในแง่บวกคือ จะทำให้ไทยขายสินค้าได้มากขึ้น เพราะถือว่าไม่มีกำแพงภาษีเป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันการนำเข้าวัตถุดิบในกลุ่มอาเซียนด้วยกันก็จะมีราคาถูกลง จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 500 ล้านคน โดยประเด็นน่าเป็นห่วงคือ สินค้าเกษตรที่จะมีการเปิดเสรีด้วยนั้น ไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน หรือแม้แต่ในภาคอุตสาหกรรมและการบริการเอง รัฐก็ยังไม่ทำให้เอกชนได้เห็นช่องทางและโอกาสการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านว่ามีประโยชน์อย่างไร
ดร.อัทธ กล่าวอีกว่า สินค้าเกษตรของไทยที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ข้าว น้ำมันปาล์ม และกาแฟ แม้ว่าภาครัฐบอกว่าจะมีการบริหารการนำเข้า ทำให้การนำเข้ายากขึ้น แต่มองว่าช่วยได้เพียง 20% เท่านั้น ซึ่งหากจะทำได้ผลจริงๆ จะต้องมีกรรมการในระดับจังหวัดที่มีการบริหารที่โปร่งใส และการนำเข้าที่ด่านก็ต้องโปร่งใสจริงๆ
แนวทางที่จะลดผลกระทบได้จริงและคิดว่ามีสัดส่วนช่วยได้ถึง 80% คือเรื่องการบริหารจัดการภายในประเทศ ที่สำคัญคือการปรับโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านการผลิต การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อไร่จะต้องใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งต้นทุนด้านโลจิสติกส์ด้วย อีกทั้งการสร้างตราสินค้าไทยก็ถือว่ามีความสำคัญ
"ยุทธศาสตร์รายสินค้าเป็นเรื่องจำเป็นมาก เช่น ยุทธศาสตร์ข้าวไทยในอาเซียน ก็ต้องเหมือนกับยุทธศาสตร์น้ำมันปาล์มไทยในอาเซียน ซึ่งคลัสเตอร์สินค้านั้นจะปรับตัวเองอย่างไร ไปทางไหน ก็จะต้องมาเปิดคัมภีร์เหล่านี้ดู" ดร.อัทธ กล่าว
นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2553 จะได้เห็นสินค้าราคาถูกเข้ามาขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งหากมองในแง่ของผู้บริโภคอาจจะดีเพราะมีราคาถูก แต่จะต้องดูด้วยว่าของที่มีราคาถูกนั้นมีคุณภาพหรือไม่ เรื่องนี้ผู้บริโภคต้องคิดเอง เลือกซื้อและตัดสินใจเอง
"ประชาชนต้องเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ อย่าเน้นที่ราคาถูก ควรดูว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นภัยต่อตัวเอง และการที่เราไม่เน้นราคาถูกไป หากทำได้จะถือว่าเป็นการช่วยชาติระดับหนึ่ง และต้องช่วยกันส่งสัญญาณกับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพด้วย" ดร.อัทธ กล่าว
จี้รัฐเข้มงวดมาตรฐานสินค้า
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยว่า ไทยยังมีจุดอ่อนในการแข่งขันทั้งในกลุ่มอาฟตาและนอกกลุ่ม โดยในกลุ่มอาฟตานั้น ไทยมีโอกาสที่จะนำเข้าสินค้าจากอาเซียนมากพอสมควร ซึ่งจุดนี้ที่อยากให้รัฐบาลทำคือ จะทำอย่างไรที่จะให้สินค้าที่เข้ามาในไทยด้วยภาษี 0% นั้น มีมาตรฐานเดียวกับสินค้าไทย
ส่วนการแข่งขันกับประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของไทย ต้องเตรียมตัวเพื่อให้แข่งขันได้ ดังนั้น เรื่องมาตรฐานสินค้าพัฒนาให้มากขึ้น และถือเป็นเรื่องที่ต้องทำ เรื่องยุทธศาสตร์รายสินค้าที่จะทำให้เราสามารถแข่งขันได้ จะต้องนำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมหารือกัน เพื่อสร้างศักยภาพสินค้าไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการส่งออก
"สินค้าอาหารจากอาเซียนที่จะเข้ามาคงไม่มีอะไรน่ากลัว จะมีก็แต่วัตถุดิบ ส่วนสินค้าราคาถูกที่เข้ามาต้องดูว่ามีคุณค่าพอที่จะแข่งขันกับเราได้หรือไม่ เรื่องมาตรฐานจึงต้องยืนยันและกันให้อยู่ และเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องปกป้องผู้บริโภคด้วย" นายพรศิลป์ กล่าว
ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสิ่งทอเปิดเสรีอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนี้จะมองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรให้มีความยั่งยืน ซึ่งเรื่องค่าแรงที่สูงกว่ามากเป็นประเด็นหนึ่งที่อาจจะทำให้เราแข่งขันไม่ได้ ดังนั้นจึงผลักดันโครงการความร่วมมือกัน ด้วยการจับคู่กับธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพอีกด้านที่ดีกว่าไทย



