ข่าว

60ปีพระบรมราชาภิเษกปีราชาภิเษกสมรส

60ปีพระบรมราชาภิเษกปีราชาภิเษกสมรส

04 ม.ค. 2553

เป็นอีกปีมหามงคลของพสกนิกรชาวไทย ด้วยในปีพุทธศักราช 2553 นี้ จะป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่จะได้ร่วมกันเฉลิมฉลองอภิลักขิตกาลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงรับพระบรมราชาภิเษกมาบรรจบ 60 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2553

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผ่านพิภพสืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 แต่ยังหาได้ทรงรับบรมราชาภิเษกในเวลาต่อเนื่องกันไม่ เพราะมีงานพระบรมศพค้างอยู่ ประกอบกับต้องเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิสด้วย

 อีกหลายปีต่อมาในพุทธศักราช 2493 จึงเสด็จพระดำเนินนิวัตพระนคร ทรงถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชแล้ว จึงทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ในวันนั้นเองจึงต้องถือว่าได้ทรงเฉลิมพระบรมราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเมืองไทยโดยเต็มบริบูรณ์

 และพระสัจจาวาจาที่ทรงเปล่งในระหว่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นองค์แรกที่มีพระราชดำรัสว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จึงเป็นพระปฐมบรมราชโองการคือ พระบรมราชโองการพระองค์แรกในรัชกาลปัจจุบัน และนับตั้งแต่พุทธศักราช 2494 เป็นต้นมา นั่นเองจึงเป็นที่มาของ "วันฉัตรมงคล" 5 พฤษภาคมของทุกปี วันระลึกถึงวันที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกนั่นเอง 

 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีสำคัญของแผ่นดินและมีความหมายยิ่งยวด สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ สาระสำคัญของงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นคือ การถวายน้ำอภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับแบบธรรมเนียมเดิมให้เข้ากับคติการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้มีผู้แทนเข้าถวายน้ำอภิเษกด้วย ซึ่งเป็นนิมิตหรือสัญลักษณ์ทรงรับราชภาระของแผ่นดินด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชนทั้งประเทศตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 นอกจากการถวายน้ำอภิเษกที่เป็นหัวใจสำคัญของงานแล้ว ขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งคือ การทูลเกล้าฯ ถวาย เครื่องบรมราชอิสริยยศราชูปโภค มีทั้งเครื่องแต่งพระองค์ เครื่องราชูปโภค คือเครื่องใช้สอยต่างๆ รวมถึงพระแสงราชศัสตรา ที่รับสืบทอดกันมาแต่งปางบรรพ์ เครื่องบรมราชอิสริยยศราชูปโภคเหล่านี้เป็นของคู่บ้านคู่เมือง และสั่งสมกันมาช้านาน หลายรายการเป็นของที่จัดสร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 ในบรรดาเครื่องบรมราชอิสริยยศราชูปโภคทั้งหลายที่มีมากรายการและหลายหมวดด้วยกันนั้น ที่ต้องนับว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษคือ เครื่องยศสำหรับเจ้าแผ่นดิน 5 ประการ ที่เรียกว่า เบญจราชกกุธภัณฑ์ อันหมายถึงเครื่องราชอิสริยยศ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี 5 อย่าง ประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พระแส้หางจามรีและพัดวาลวิชนีนับรวมเป็นหนึ่ง และ ฉลองพระบาท

 พระมหาพิชัยมงกุฎ คือ มงกุฎทรวดทรงอย่างไทย เป็นเครื่องศิราภรณ์หรือเครื่องประดับพระเศียรองค์แรกที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎไม่รวมพระกรรเจียกจอนสูง 51 เซนติเมตร ถ้ารวมพระกรรเจียกจอนสูง 66 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักถึง 7.3 กิโลกรัม ที่ยอดพระมหามงกุฎประดับเพชรเม็ดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หามาจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย เพื่อมาประดับเพิ่มไม่ว่าที่ยอดพระมหามงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนั้นว่า "พระมหาวิเชียรมณี"

 พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นแสงศัสตราวุธ มีอธิบายว่าพระขรรค์ หมายถึง พระสติปัญญารอบรู้ในการปกครองรักษาบ้านเมือง วัดความยาวทั้งด้ามและฝัก 115 เซนติเมตร ฝักกว้าง 5.5 เซนติเมตร ใบพระขรรค์เป็นเหล็กมีคมทั้ง 2 ด้าน ด้ามทำด้วยแก้วผลึกรูป 8 เหลี่ยม ปลายด้ามทำเป็นหัวเม็ดรูป 6 เหลี่ยมประดับพลอย ฝักทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี ลายเทพพนมและลายรักร้อน ขอบฝักทำเป็นลายกระหนก ประดับอัญมณีสีต่างๆ โคนพระแสงตอนต่อกับด้ามสลักเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ คร่ำทอง 

 ธารพระกร ธารพระกรอันเเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือไม้เท้าของพระมหากษัตริย์ ธารพระกรองค์นี้ทำจากไม้ชัยพฤกษ์หุ้มทอง หัวและส้นเป็นเหล็กคร่ำทอง ส่วนหัวทำเป็นรูปหัวเม็ด ส่วนส้นทำเป็นรูปส้อมหรือสามง่าม มีลักษณะเหมือนไม้เท้าของพระภิกษุแต่โบราณที่ใช้ในการชักบังสุกุล

 พระแส้หางจามรีและพัดวาลวิชนี พระแส้หางจามรีนั้นตามตำราเป็นแส้ที่ทำด้วยขนโคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จามรี มีด้ามเป็นแก้ว แต่ต่อมาภายหลังเห็นจะเป็นด้วยขนจามรีเป็นของหายาก จึงเปลี่ยนมาเป็นพระแส้ที่ทำด้วยขนหางช้างเผือกแทน ใช้คู่กันกับพัดวาลวิชนีคือพัดซึ่งประดิษฐ์จากใบตาล ด้ามและลวดลายประกอบด้วยทองคำและลงยา

 ฉลองพระบาท หรือเรียกอีกอย่าง ฉลองพระบาทเชิงงอน ทองคำลงยาราชาวดีฝังเพชร น้ำหนัก 650 กรัม โดยจัดทำขึ้นตามพระราชดำรัสจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  

 พร้อมกันนี้ในปี 2553 ยังมีหนึ่งวันสำคัญนั่นก็คือ วันราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายน 2553 นั่นเอง ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีหมั้นกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้นรัฐบาลได้แจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จนิวัตประเทศไทยพร้อมด้วยพระคู่หมั้นในวันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2493

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 เป็นวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ เวลา 09.30 น. หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังวังสระปทุม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขี 2 คน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และพล.อ.มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามด้วย นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

 เมื่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออก ณ ชั้น 2 ของพระตำหนักแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและม.ร.ว.สิริกิติ์ ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนเครื่องราชสักการะ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์แก่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ตามโบราณราชประเพณี พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลที่ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญ ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานของที่ระลึกเป็นหีบบุหรี่เงินขนาดเล็ก ประดับอักษรพระนามาภิไธยย่อ ภ.อ. และ ส.ก

 ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์แก่สมเด็จพระราชินีในศุภมงคลโอกาสนี้ด้วย เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกันนี้ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จฯ ออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการและคณะทูตานุทูต เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

 ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2493 ทั้งสองพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานโดยรถไฟพระที่นั่งไปประทับ ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน

 และนี่คือ 2 วันสำคัญสำหรับพสกนิกรชาวไทยในปีพุทธศักราช 2553 ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งที่เกี่ยวข้องกับดวงใจของชาวไทย ที่ร่วมจารึกร่วมกันในประวัติศาสตร์ เพราะนับตั้งแต่ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยจวบจน 60 ปี อย่างไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทรงรับทุกข์สุขของประชาชน เฉกเช่นทุกข์และสุขของพระองค์เอง

 ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน