ข่าว

รพ.ขอนแก่นรับผิดผู้ป่วยต้อกระจกติดเชื้อตาบอด

รพ.ขอนแก่นรับผิดผู้ป่วยต้อกระจกติดเชื้อตาบอด

04 ม.ค. 2553

รพ.ศูนย์ขอนแก่น ออกแถลงรับผิดผ่าตัดผู้ป่วยตาต้อกระจก 11 ราย ตาติดเชื้ออักเสบรุนแรง ทำให้ผู้ป่วย 7 รายต้องตาบอด และถึงขั้นควักลูกตาออก ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มาของเชื้อ พบผู้ป่วยติดเชื้อระหว่างผ่าตัด เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิด“ซูโดโมแนส ออรูจิโนซ่า”ที่มีอยู่ท

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 4 มกราคม 53 นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ผอ.รพ.ศูนย์ขอนแก่น พร้อมด้วยทีมแพทย์ผ่าตัดผู้ป่วยตา รพ.ศูนย์ขอนแก่น เปิดแถลงข่าวถึงผลการผ่าตัดผู้ป่วยตาต้อกระจกแล้วเกิดติดเชื้อทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดตาบอด 7 ราย และอีก 4 รายเข้าข่ายตาบอดเช่นเดียวกัน ที่ห้องประชุมรับรองพิเศษ รพ.ศูนย์ขอนแก่น 

 นพ.วีระพันธ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14-16 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา รพ.ศูนย์ขอนแก่น ได้ทำการผ่าตัดผู้ป่วยโรคตาต้อกระจกจำนวน 25 ราย แต่หลังการผ่าตัดเสร็จพบว่า มีผู้ป่วย 2 รายตาอักเสบจึงรีบดำเนินการติดตามผู้ป่วยทั้งหมดที่อนุญาตให้กลับบ้านไปแล้ว กลับเข้ามาตรวจเช็คและพบว่ามีผู้ป่วยอีก 9 รายรวมทั้งหมดเป็น 11 รายที่มีอาการตาอักเสบ

 โดยหลังการตรวจเช็คเบื้องต้น แพทย์ได้ทำการรักษา พร้อมกับรีบนำตัวส่งเข้ารับรักษาต่อที่ รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น 10 ราย เนื่องจากมีอาการอักเสบรุนแรง ส่วนอีก 1 ราย ญาติผู้ป่วยต้องการให้ส่งต่อไปรักษายัง รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง ) จ.นครปฐม ทีมแพทย์จึงได้ประสาน รพ.เมตตาประชารักษ์  เพื่อรายงานการรักษาให้ทราบก่อนจัดรถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่นำส่งผู้ป่วยเพื่อให้แพทย์ทำการรักษา

 ต่อมาหลังจาก รพ.ศูนย์ขอนแก่น ส่งผู้ป่วยเข้ารับการักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น วันที่ 31 ธ.ค.52 ที่ผ่านมา แพทย์ระบุว่าผู้ป่วยตาต้อกระจกติดเชื้อมาค่อนข้างรุนแรง 7 ราย และมี 2 รายติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อตาหรือควักลูกตาออก และต้องเสียลูกตาหรือตาบอด เนื่องจากการอักเสบรุนแรงเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

 ส่วนอีก 5 รายนั้น ก็รุนแรงเช่นกันแพทย์ต้องผ่าตัดเอาหนองออกและขูดเนื้อเยื่อตาบางส่วนออก ซึ่งทั้ง 5 รายนั้นก็ตาบอดเช่นเดียวกัน ขณะที่ผู้ป่วยอีก 4 รายนั้นมีอาการดีขึ้นและแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้

 นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า หลังจากพบว่าผู้ป่วยต่อต้อกระจกติดเชื้อหลังจากผ่าตัดออกไป โรงพยาบาลจึงได้มีมติให้หยุดการผ่าตัดผู้ป่วยตาเอาไว้ก่อนชั่วคราว พร้อมกับมอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบหาที่มาของเชื้อ และหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ผู้ป่วยตาติดเชื้อจนตาบอดขึ้น

 โดยคณะกรรมการควบคุมโรคพร้อมทีมแพทย์ผู้ผ่าตัดได้นำฝุ่นละออง ความชื้น อุณหภูมิ อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ สารน้ำ และเก็บตัวอย่างจากสารคัดหลั่งของตัวผู้ป่วยไปส่งตรวจเพราะเชื้อ พบว่าเชื้อที่ทำให้ผู้ป่วยตาต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาแล้วตาบอดไปนั้น เกิดจากการติดเชื้อ”แบคทีเรีย”ที่มีชื่อว่า “ซูโดโมแนส ออรูจิโนซ่า” ซึ่งเป็นเชื้อ”แบคทีเรีย”ที่มีอยู่ทั่วไป ติดเข้าไปในแผลตาที่ผ่าตัด จึงทำให้ตาอักเสบรุนแรงจนผู้ป่วยตาบอดในที่สุด

 ทั้งนี้จากการหาที่มาของเชื้อคณะกรรมการและทีมแพทย์ตรวจสอบได้หาที่มาของแบคทีเรียชนิดนี้แล้ว เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าเชื้อ”แบคทีเรีย”นั้นมาจากไหน แต่การติดเชื้อนั้นน่าจะมาจากระหว่างการผ่าตัดแน่นอน และถึงแม้ว่ายังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริง ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหาโอกาสพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างการผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อสรุปหาสาเหตุที่มาของแบคทีเรียและวางแผนป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป
ส่วนผู้ป่วยที่ตาอักเสบที่อยู่ระหว่างการรักษานั้น และผู้ป่วยที่ต้องสูญเสียลูกตา-ตาบอด ทางโรงพยาบาลก็จะรับผิดชอบช่วยเหลือกรณีได้รับความเสียหายจากบริการทางสาธารณสุข ตามมาตรา 41 ตามเกณฑ์กรณีพิการหรือสูญเสียอวัยวะรายระ 120,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ และในผู้ป่วยที่ได้รับการติดเชื้อรวมถึงบุคคลที่ต้องสูญเสียลูกตาและตาบอด ทางโรงพยาบาลก็จะดูแลรักษาให้ถึงที่สุดจนกว่าลูกตาจะหายดี หรือจัดหาตาเทียมมาใส่ให้

 อีกทั้งการรักษาผู้ป่วยตาที่ผ่านมา รพ.ศูนย์ขอนแก่น ก็ดูแลรักษามาด้วยดีตลอด และน้อยมากที่จะมีเรื่องลักษณะแบบนี้ขึ้น หรือแทบจะไม่มีเลย ซึ่งจากสถิติการรักษาที่ผ่านมา ผู้ป่วย 2,000 ราย จะมีตาอักเสบถึงขั้นรุนแรงตาบอดเพียง 1-2 รายเท่านั้น ซึ่ง1-2 ราย ก็มีอาการตาอักเสบรุนแรงมาแล้วก่อนเข้ารับการรักษาจึงทำให้ตาบอด

 ขณะที่ นายนิยม แสนน้อย อายุ 64 ปี บ้านเลขที่ 207/307 ต.ในเมือง อ.เมืองข  จ.ขอนแก่น ผู้ป่วยตาต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาจาก รพ.ศูนย์ขอนแก่น และติดเชื้อจนตาบอด กล่าวว่า หลังจากเข้ารับการผ่าตัววันที่ 15  ธ.ค.52 ผ่านไปรู้สึกเจ็บตามาก แพทย์เรียกกลับเข้าไปตรวจบอกว่าตาอักเสบและติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นตาบอด ซึ่งขณะนั้นทำใจไม่ได้ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและได้กำลังใจจากภรรยา ลูกๆ และแพทย์ผู้รักษา บอกว่าจะดูแลให้ถึงที่สุดก็ดีใจ "ขณะนี้ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว เนื่องจากนึกถึงเราตัดสินใจเข้ามารักษาก็ย่อมมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ แต่ขอให้แพทย์ดูแลรักษาตาของตนให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ตาข้างขวาที่มันเสียแล้วก็เสียกันไปไม่ติดใจอะไร "  นายนิยม  กล่าว