
"อยากเป็นรัฐบาลเร่งแจงผลงาน"
สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ทันเปิดประชุม "พรรคร่วมรัฐบาล" ก็เปิดฉากทวงสัญญาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จากพรรคประชาธิปัตย์
แถมพูดจาทำนอง "ข่มขู่" หากไม่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง!
แม้จะยืนยันว่า ในปี 2553 ยังไม่คิดจะเปลี่ยนขั้วการเมือง แต่อาจจะย้ายขั้ว หลังการเลือกตั้งครั้งใหม่
โดยประเด็นที่อยากให้แก้ไขมากที่สุดคือ ที่มาของ ส.ส.อยากให้กลับไปใช้แบบ "เขตเดียวเบอร์เดียว" ตามที่รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งแบบเรียงเบอร์ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้ "พรรคเล็ก" เสียเปรียบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และสุดท้ายการเมืองไทยก็จะเหลือเพียง 2 ขั้วเท่านั้น
จึงไม่แปลกที่ "พรรคประชาธิปัตย์" จะถูก "พรรคร่วมรัฐบาล" มองว่า พยายามเตะถ่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ค่อนข้างจะเอื้อต่อพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจและวิจัยของ "ดร.ถวิลวดี บุรีกุล" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ที่ออกมาเปิดเผยผลการวิจัยในหัวข้อ "ทิศทางการเลือกตั้งทั่วไปในวันนี้" ในกลุ่มตัวอย่าง 2,000 ตัวอย่าง กระจายอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2552 พบว่า หากวันนี้มีการเลือกตั้งทั่วไป "พรรคเพื่อไทย" ชนะแน่นอน
โดยแยกผลการเลือกตั้งประชาชนจะเลือก "พรรคเพื่อไทย" คิดเป็นร้อยละ 34.2 "พรรคประชาธิปัตย์" ร้อยละ 30.2 "พรรคภูมิใจไทย" ร้อยละ 1.4 พรรคเพื่อแผ่นดิน ร้อยละ 0.7 พรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 1.7 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ร้อยละ 0.1 พรรคกิจสังคม ร้อยละ 0.1 พรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 3.1
"ดร.ถวิลวดี" ระบุว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนนำพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เร่งทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยพยายามโหมทาง "สื่อ" ให้มากที่สุด เชื่อว่าคะแนนที่ทิ้งห่างกันแค่ "4%" ยังสามารถเร่งทำคะแนนได้ทัน
"รัฐบาลหากไม่เร่งชี้แจงผลงานให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งที่รัฐบาลมีความตั้งใจทำให้ประชาชนมีรายได้ แต่ก็ยังไม่ได้ใจ เพราะขายของไม่เก่ง หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนที่บริหารรัฐเหมือนบริหารธุรกิจ ให้ประชาชนยึดติดกับแบรนด์ ทำให้ความเคยชินที่ยึดติดมากับอดีตยังต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้" ดร.ถวิลวดี กล่าว
นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบอีกว่าจะมีประชาชนจำนวน 29% ไม่เลือก "พรรคประชาธิปัตย์" ขณะที่ไม่เลือก "พรรคเพื่อไทย" มีเพียง 14.2% ที่เหลือจะตัดสินใจตามสถานการณ์ ดังนั้นแม้มีการเลือกตั้งใหม่ "รัฐบาล" ก็ต้องเป็นพรรคร่วมอยู่ดี โดยมีพรรคเล็กเป็นพรรคทางเลือกเหมือนเดิม
แต่ "พรรคเล็ก" จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคไหน ระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "พรรคเพื่อไทย" ขึ้นอยู่กับ "พรรคเพื่อไทย" จะได้จำนวน ส.ส.มากแค่ไหน ถ้ามีเสียงมากกว่า "พรรคประชาธิปัตย์" เพียง 30-40 เสียง หรือมีเสียงไม่ขาดมาก ก็เป็นไปได้ว่า "พรรคเล็ก" จะกลับไปร่วมรัฐบาลกับ "พรรคประชาธิปัตย์" เหมือนเดิม ถ้าผลประโยชน์ทุกอย่างลงตัว แต่ถ้าปัจจุบันรัฐบาลอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข ขัดขากัน หลังเลือกตั้งอาจเกิดการพลิกขั้วได้เช่นกัน
ขณะที่ "เพื่อไทย" ในขณะนี้ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะปลอดโปร่ง เพราะจนถึงขณะนี้ "พรรคเพื่อไทย" ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้ใครขึ้นมาเป็น "ผู้นำ" หรือ "นายกรัฐมนตรี"
"ตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ชูใครเลย นอกจากจะสู้เพื่อทักษิณคนเดียว แทนที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ซึ่งต้องนำตรงนี้ออกมาเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของพรรคด้วย ไม่ใช่ประท้วงอยู่เรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยต้องทำการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งด้วย ทั้งที่คะแนนนิยมควรมากกว่า 34% ที่ผ่านมาได้คะแนนมาก ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เพื่อไทยกลับหันมามองตัวเอง ถ้าอยากกลับมาเป็นรัฐบาลอีก โดยยอมรับผลตามกติกา" ดร.ถวิลวดี กล่าว
ดังนั้นการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า "ส.ส.กทม." พรรคเพื่อไทย อาจได้รับผลกระทบสูงกว่า ส.ส.ของพรรคในภาคอื่น
นอกจากนี้ ผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวกับความพอใจต่อความปกครองของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" พบว่าประชาชนพอใจร้อยละ 53.6 ถือว่าทำงานมา 1 ปี สอบผ่านเกินครึ่งเพียง 3% ถ้า "นายกฯ อภิสิทธิ์" อยากเป็นรัฐบาลต่อต้องเร่งทำงานให้ดีขึ้น
และจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นในตัว "นายกฯ อภิสิทธิ์" พบว่า ประชาชนเชื่อมั่นร้อยละ 56.8 เมื่อเปรียบเทียบกับความเชื่อมั่นในตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มีถึงร้อยละ 63.6 ซึ่งการทำวิจัยครั้งนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับการบริหารงาน
อย่างไรก็ตาม "ดร.ถวิลวดี" กล่าวปิดท้ายว่า ปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เท่านั้น ต้องทำควบคู่ไปกับภาคเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพราะที่ผ่านมาเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง โดยลืมเรื่องปัญหาสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่ซึมลึกอยู่ในสังคมมายาวนาน การแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา จึงไม่แปลกที่ประชาชนจะรู้สึกชื่นชอบนโยบายประชานิยม เพราะรู้สึกว่าเข้าถึงปัญหาของเขาเหล่านี้จริงๆ



