ข่าว

พิษภัยแล้ง-ชาวลำปางเก็บใบมะม่วงให้วัวกินปะทังหิว

พิษภัยแล้ง-ชาวลำปางเก็บใบมะม่วงให้วัวกินปะทังหิว

08 มี.ค. 2552

สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น กระทั่งหลายจังหวัดเริ่มทยอยประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้ง เพื่อเบิกงบประมาณฉุกเฉินของจังหวัดมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างบริเวณลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน เกษตรกรต้องเผชิญปัญหาภั

เมื่อปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ในเขตกสิกรรมของภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนเริ่มแห้งขอด ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เกษตรกรและภาครัฐเตรียมรับมือกับวิกฤติที่กำลังจะมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการขาดน้ำเพาะปลูก หรือน้ำดื่มสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง
 อย่างที่ จ.พิจิตร ปีนี้ถือว่าภัยแล้งมาเร็วและมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปี โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำยมและนอกเขตชลประทานที่ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่กว่า 90% เพราะผลมาจากราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น ทำให้ชาวนาหันมาทำนากันมากขึ้น พื้นที่ปลูกถั่วและข้าวโพด และพื้นที่ว่างเปล่าจำนวนมากถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นนาข้าวเกือบหมด
 โดยเฉพาะเกษตรกรที่อยู่โดยรอบของแม่น้ำยม ซึ่งเวลานี้น้ำแห้งขอดจนสามารถนำรถข้ามไปได้ ทั้งที่ไหลผ่าน อ.วชิรบารมี อ.สามง่าม อ.โพธิ์ประทับช้าง และ อ.บึงนาราง ทั้ง 4 อำเภอนี้ มีลักษณะทางกายภาพที่ตื้นเขิน บางแห่งมีเกาะกลางน้ำ มีต้นหญ้าขึ้นปกคลุม ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้
 สุวรรณ จันทวาท ชาวนา อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เล่าว่า หน้าแล้งปีนี้มาถึงเร็วกว่าทุกปี ทำให้เขาและเพื่อนชาวนาตั้งตัวแทบไม่ทัน เมื่อน้ำในแหล่งธรรมชาติมีไม่เพียงพอสำหรับเพาะปลูก จำต้องกัดฟันควักเงินในกระเป๋ากว่า 2 หมื่นบาท ไปซื้อน้ำประมาณ 1 หมื่นคิว หรือ 10 ล้านลิตร มาใส่ที่นาเพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าวไม่ให้ยืนต้นตาย
 “ผมต้องยอมเสียเงินเพิ่ม เพื่อซื้อน้ำมาใส่นา ไม่อย่างนั้นเงินที่ลงทุนปลูกข้าวไปแล้วราว 6-8 หมื่นบาท จะสูญเปล่าทันที แต่หากรักษานาข้าวทั้ง 20 ไร่ไว้ได้ ผมน่าจะมีประมาณ 1.5 แสนบาท” สุวรรณกล่าว
 ความเดือดร้อนของชาวนาไม่ต่างกับ นายสถิตย์ สุทัศน์ เกษตรกรผู้ปลูกแตงโม ที่ต้องการน้ำสำหรับเพาะปลูกเช่นเดียวกัน โดยสถิตย์นำรถบรรทุกข้าวเปลือกมาดัดแปลงเป็นรถบรรทุกน้ำ ไปซื้อน้ำประปาจากการประปาพิจิตร สาขาสากเหล็ก เที่ยวละ 2.4 หมื่นลิตร รวมค่าน้ำมันและค่าน้ำประปาเสียค่าใช้จ่ายเที่ยวละเกือบ 400 บาท
 แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง ทว่า สถิตย์ให้เหตุผลว่า ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น ยังดีกว่าปล่อยให้แตงโมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ต้องแห้งตาย
 ขณะเดียวกัน ในภาคเหนือตอนบน ที่ จ.เชียงใหม่ จากการสำรวจพบว่า ในเขตชลประทานที่จะไม่ได้รับผลกระทบมีเพียง 4.5 แสนไร่เท่านั้น ขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานยังมีประมาณ 8 แสนไร่ นั่นหมายความว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำตลอด 3 เดือนหลังจากนี้
 พื้นที่ทางการเกษตรลุ่มน้ำกวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ แม้จะอยู่ท้ายเขื่อนแม่กวงอุดมธารา แต่กลับได้รับผลจากภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดย เอนก ทดย้อย ชาวนาใน ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด กล่าวว่า แม้จะอยู่ในเขตชลประทาน ซึ่งมีลำน้ำกวงพาดผ่าน และยังอยู่ท้ายเขื่อนแม่กวงอุดมธาราห่างกันไม่ถึง 15 กิโลเมตร แต่ฤดูแล้งทุกปีกลับต้องพบกับปัญหาซ้ำซาก เพราะน้ำจากเขื่อนถูกปล่อยมาน้อยมาก จนชาวนาบางรายถอดใจเลิกปลูกข้าวนาปรังหันไปหารายได้เลี้ยงชีพด้วยการออกรับจ้าง
 เอนกยอมรับว่า การปลูกข้าวนาปรังมีความเสี่ยง แต่จำเป็นต้องปลูก เพราะต้องหาเงินใช้หนี้และเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อต้องพบกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซากจึงปรับตัวให้เข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยหันไปใช้ระบบน้ำบาดาลแทน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ชาวนาจำนวนไม่น้อยจนปัญญาหาทางแก้ ต้องปล่อยข้าวตายทิ้งตามยถากรรม
 ด้าน สมาน ทัดเที่ยง ประธานเครือข่ายสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากไม่ได้มีปัจจัยจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ยังมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ในช่วงฤดูฝนแต่ละปีมีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำปิงและลำน้ำสำคัญประมาณวันละ 400-500 คิวต่อวินาที แต่ไม่เคยมีความพยายามจะหาวิธีเก็บกักน้ำเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมการไว้ใช้ในฤดูแล้ง
 ภาพความเดือดร้อนของภาคเกษตร สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการทรัพยาการน้ำที่ขาดระบบการบริหารลุ่มน้ำโดยภาพรวม ที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเคยลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของทั้ง 2 ลุ่มน้ำ ได้สรุปแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งไว้อย่างน่าสนใจ
 กล่าวคือ รัฐควรกำหนดเรื่องลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านเป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อระดมทรัพยากรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อให้ป่าไม้สมบูรณ์ มีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตรกรรม โดยจัดทำแผนการใช้น้ำระดับพื้นที่เพื่อการเกษตร พร้อมทั้งผลักดันกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน